P
อาจารย์ โกญจนาท เจริญสุข

มหาวิทยาลัยเกริก (Krirk University)
Page Visits: 3512
Comments: 3

กฎหมายของโรมัน (Roman Law)

กฎหมายของโรมัน (Roman Law)

 กฎหมายโรมันนับเป็นมรดกทางการปกครองสำคัญที่ชาวโรมันทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังกฎหมายฉบับแรกของโลกคือ กฎหมายสิบสองโต๊ะ ซึ่งประกาศใช้ในปี 450 ก่อนคริสต์ศักราช กฎหมายนี้ลักษณะที่เข้มงวดและมีบทลงโทษที่รุนแรง เมื่อโรมันขยายตัวเป็นจักรวรรดิ มีการติดต่อค้าขายกับดินแดนต่างๆ ซึ่งมีกฎหมายและขนบประเพณีเฉพาะ ชาวโรมันได้รวบรวมกฎหมายที่ได้พบเห็นนี้มาปรับปรุงให้เข้ากับกฎหมายเดิมจนได้กฎหมายที่เหมาะสมกับจักรวรรดิที่ประกอบด้วยชนหลายกลุ่ม กฎหมายนี้เรียกว่า จุส เจนติอุม (jus gentium) ซึ่งหมายถึงกฎหมายของชนทั้งหลาย

ในช่วงปลายจักวรรดิโรมันได้มีการชำระรวบรวมประมวลกฎหมายโดยอาศัยเอกสารต่างๆ เป็นหลัก เช่น มติสภาเซเนท พระราชกฤษฎีกาของพระจักรพรรดิ หลักปรัชญา และข้อคิดเห็นในกฎหมายที่มีชื่อ เป็นต้น กฎหมายฉบับที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ ประมวลกฎหมายจัสติเนียน

กฎหมายโรมันได้รับอิทธิพลจากปรัชญาสำนักสโตอิคทำให้หลักการของกฎหมายวางอยู่บนพื้นฐานของกฎธรรมชาติ (Natural Laws) ถือว่ากฎหมายคือสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น กฎหมายจึงสามารถใช้คลอบคลุมมนุษย์ทุกคนและทุกรัฐอย่าเท่าเทียมกัน

หลักการสำคัญของกฎหมายโรมันคือให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิของบุคคล ทุกคนจะได้รับความเท่าเทียมกันตามกฎหมายไม่มีการทรมานผู้ต้องหาเพื่อให้รับสารภาพ รวมทั้งถือว่าผู้ต้องหาคือผู้บริสุทธิ์ตราบเท่าที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ แม้แต่ทาสก็ได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายลักษณะทาส ทาสมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าทดแทนในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้านาย

กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและมีระบบของโรมันเหล่านี้กลายเป็นแม่แบบของกฎหมายประเทศต่างๆ ในยุโรปในสมัยต่อมา โดยเฉพาะประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส รวมทั้งประเทศต่างๆ ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้

ก่อนที่จะกล่าวถึงกฎหมายโรมันว่ามีกฎหมายอะไรบ้าง เราจะต้องทราบถึงสภาพความเป็นอยู่และการเมือง การปกครองในสมัยโรมันก่อนว่า สมัยโรมันนั้นปกครองกันอย่างไร มียุคใด ยุคโรมันเราสามารถแบ่งเป็นกี่ยุค ในตำราแบ่งเป็น 3 ยุค แต่เพื่อให้ละเอียดยุคที่ 3 แยกได้เป็น 2 ยุค จึงกลายเป็น 4 ยุค ด้วยกันคือ

1. ยุคแรก เรียกว่า ยุคกษัตริย์  Monarchy หรือ Regal period เริ่มตั้งแต่ 753 ถึง 509 ก่อนคริสต์ศักราชในช่วงนี้มีระยะเวลาประมาณ 200 กว่าปี

2. ยุคที่ 2 เรียกว่า ยุคสาธารณรัฐ (Republic) อันเป็นช่วงต่อจากปี 509 ถึงปีที่ 27 ก่อนคริสตกาล กฎหมายสิบสองโต๊ะเกิดขึ้นในยุคนี้ และมีการปกครองโดยรัฐสภากับกงกุส หรือคอนซูลที่มีชื่อเสียง คือ ซีซาร์

3. ยุคที่ 3 เรียกว่า ยุคจักรวรรดิหรือจักรพรรดิ (Principate) เป็นยุคล่าอาณานิคม อันเป็นช่วงที่ต่อจากปี 27 คือปีที 26 ก่อนคริสตกาลถึง พ.ศ.284 รวมแล้วประมาณ 300 กว่าปี

4. ยุคที่ 4 ยุคเผด็จการ (Dominate) ตั้งแต่ ค.ศ.285 ถึง ค.ศ.476

 

กฎหมายสิบสองโต๊ะ The Twelve of Tables         ต่อมาในปี 452 ก่อนคริสต์ศักราช ทางการจึงส่งผู้แทน 3 คน เดินทางไปยังประเทศกรีซ เพื่อทำการศึกษากฎหมาย Soln ซึ่งเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรของกรีซ เพื่อเอามาเป็นแบบอย่างในการจัดทำกฎหมายโรมัน โครงร่างเพิ่มขึ้นอีก 10 โต๊ะ จึงกลายเป็นกฎหมาย 22 โต๊ะ แต่ 12 โต๊ะแรกนั้น ผู้ร่างกฎหมายคือ พวกชนชั้นสูงหรือพวก Patrician เมื่อร่างออกมาแล้วก็ยังมีการกดขี่อยู่  และไม่ได้ให้สิทธิเท่าที่ควรจะได้ ดังนั้น จึงมีการเสนอให้พวก Plebeians เข้าไปร่วมเป็นกรรมการในการร่างกฎหมายเพิ่มเติม และกฎหมายสิบสองโต๊ะได้มีการใช้มาเรื่อยๆจนถึงที่ได้มีการแยกโรมันออกเป็น 2 ส่วน ปี ค.ศ. 305 ได้เกิดสงครามกลามเมืองระหว่างผู้นำของโรมัน 2 คน คือ ลีซีนีอุส (Licinius) กับ คอนสแตนติน(Constantin) ผลปรากฏว่าคอนสแตนตินได้รับชัยชนะเหนือลีซีนีอุส ในสมรภูมิใกล้เมืองไบแซนทิอุม (Byzantium) ในปี ค.ศ. 324 และได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิของจักรวรรดิของโรมัน  

 

มีที่มาเนื่องจากมีข้อเรียกร้องของพวกสามัญชน โดยอ้างว่าตนไม่สามารถรู้ถึงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพราะถูกบิดบัง และกล่าวหาว่าการใช้กฎหมายของพวกชนชั้นสูงหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นไปโดยไม่แน่นอน ดังนั้นในการออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย หรือการชี้ขาดตัดสินคดีเป็นอำนาจของพวก Patricians ทั้งสิ้น จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่พวก Plebeians ซึ่งไม่ใคร่จะมีโอกาสได้รู้เลยว่ากฎหมายที่ใช้มีอยู่อย่างไร ได้มีการเรียกร้อง ให้นำกฎหมายเหล่านั้นมาเขียนให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตามพวก Plebeians และพวก Patriclans ก็ล้วนแต่มีสภาของตนเองให้การปกครอง และมีอำนาจในการออกกฎหมายมาใช้บังคับกับพวกของตน เมื่อพวก Plebeians ถูกกดขี่มาก ๆ จึงเกิดการต่อสู้เรียกร้องให้สิทธิเท่าเทียมกัน เพราะโดยปกติตำแหน่งสูง ๆ ผู้ที่จะเป็นได้ก็คือพวกชนชั้นสูง จึงมีการบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์อักษรขึ้นมา การต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิของพวก Plebeians จนกระทั่งมีการออกกฎหมายที่สำคัญ มีชื่อเรียกว่า กฎหมาย 12 โต๊ะ The Twelve of Tables เป็นโต๊ะทองบรอนซ์ในสมัยจักรพรรดิ Justinian ประมาณ 400 – 450 ปีก่อน ค.ศ. ถือกันว่าเป็นกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาก เป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่ใช้อยู่เป็นส่วนใหญ่ จึงได้ทำการรวบรวมจารีตประเพณีที่ใช้เป็นกฎหมายอยู่ในขณะนั้นบันทึกลงบนแผ่นทองแดง โดยมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่าย ปกครอง 10 คน ในปี 451 ก่อนคริสตกาล กรรมการชุดนี้จึงได้จัดทำการแต่งตั้งกรรมการขึ้นอีกชุดหนึ่งจัดทำกฎหมายขึ้นมาใหม่อีก 12 โต๊ะ ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบจาก Comitia Centuriata อีกเช่นกัน บทบัญญัติของกฎหมาย 12 โต๊ะ ได้เขียนไว้บนแผ่นทองบรอนซ์ และนำไปตั้งอยู่ในท้องตลาด แต่ภายหลังต่อมาในปี 390 ก่อนคริสตกาล ได้ถูกพวกโกล (Goul) เผาทำลาย กรุงโรม อย่างไรก็ดีความรู้ในเนื้อหาของกฎหมาย 12 โต๊ะ ซึ่งได้มากจากฉบับที่คัดลอกเพื่อการศึกษาเป็นส่วนตัวและจากเอกสารอื่น ๆ จึงทำให้ทราบว่ากฎหมาย 12 โต๊ะนี้ประกอบด้วย

        โต๊ะที่ 1, 2 และ 3                             พิจารณาความแพ่ง และการบังคับคดี

        โต๊ะที่ 4                                                              อำนาจบิดาในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัว

        โต๊ะที่ 5, 6 และ 7                             การใช้อำนาจปกครอง และการสืบมรดกและทรัพย์สิน

        โต๊ะที่ 8                                                              ละเมิด หรือกฎหมายอาญา

        โต๊ะที่ 9                                                              กฎหมายมหาชน

        โต๊ะที่ 10                                            กฎหมายศักดิ์สิทธิ์

        โต๊ะที่ 11 ,12                                     กฎหมายเพิ่มเติม ซึ่งรวมทั้งกฎหมายห้ามมิให้มีการสมรสระหว่างพวกชนชั้นสูง

                                                                    (Patrician) กับพวกสามัยชน (Plebeians)

 

 

        

   หมายเหตุ   จักรพรรดิ์คอนสแตนติน (Constantine) (306-337) ได้ย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่ไบเซนไทน์ (Byzantine) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล ต่อมา ในปี 395 ก็ได้แบ่งแยกออกเป็นสองอาณาจักร คือ ทางทิศตะวันออกขึ้นกับกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล และอาณาจักรโรมันทางทิศตะวันตกขึ้นกับกรุงโรม จนกระทั่งถึงปี คศ. 476 อาณาจักรโรมันทางตะวันออกก็ถึงจุดจบ

 

      หลังจากที่โรมันได้แยกออกเป็นโรมันตะวันตกและตะวันออกแล้วมีการรวมตัวอาณาจักรโรมันขึ้นมาใหม่โดยได้มีการจัดระเบียนและการพัฒนากฎหมายขึ้นมาใหม่โดยพระเจ้าจัสติเนียน ซึ่งเรียกว่า Justinian Code: กฎหมายจัสติเนียน  เป็นประมวลกฎหมายในรัชสมัยพระจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งอาณาจักรโรมันตะวันออก ประมวลไว้เป็นหลักของอาณาจักร การรวมกฎหมายนี้เริ่มมาแต่สมัยพระจักรพรรดิฮาเดรียน และเสร็จสิ้นลงในสมัยพระจักรพรรดิจัสติเนียน

 

  Justinian, Emperor 483-565: จัสติเนียน,พระจักรพรรดิ (พ.ศ.1026-1108)

 

           เป็นจักรพรรดิไบแซนไทน์ต่อต้านลัทธิเนสโตเรียน (Nestorians) และทรงศรัทธาลัทธิโมโนฟิไซทิสม์ (Monophysitism) ทรงรวบรวมประมวลกฎหมายจัสติเนียน เป็นกฎหมายสำคัญที่รวบรวมไว้คือ "Corpus Juris Civilis" เป็นรัชสมัยที่มีการพิพาทกันในราชอาณาจักรระหว่างฝ่ายน้ำเงิน (Blues) และเขียว (Greens) ในการจลาจลไนกา (Nika Riot: ค.ศ.532) ในที่สุด พระองค์จัดการประชุมสภาคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่สอง (Second Council of Constantinople 553 A.D) ยึดแอฟริกาคืนจากพวกแวนเดิล (Vandals) ระหว่าง ค.ศ.533-548 และยึดอิตาลีคืนจากออสโตรกอธ (Ostrogoth: 535-554) ทรงสร้างผลงานสถาปัตยกรรมสำคัญคือ โบสถ์ แซนต้า โซเพีย เป็นต้น

 

  (ดู Byzantine Empire; Nestorianism; Monophysitism; Justinian Code)

 

 

Other Posts By This Blogger

Comments

1.

จักรวรรดิไบแซนไทน์

การเริ่มต้นของจักรวรรดิไบแซนไทน์นั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โดยส่วนใหญ่ถือว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์เริ่มต้นขึ้นเมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (ครองราชย์ พ.ศ. 849-880) แห่งโรมได้สถานปนานครคอนสแตนติโนเปิลให้เป็น "โรมใหม่" ในปี พ.ศ. 873 (ค.ศ. 330) และย้ายเมืองหลวงจากโรมมาเป็นคอนสแตนติโนเปิลแทน ดังนั้น จึงถือว่าจักรพรรดิคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิไบแซนไทน์ไปโดยปริยาย แต่ก็มีบางส่วนถือว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์เริ่มต้นขึ้นในสมัยของจักรพรรดิธีโอโดเซียสที่หนึ่ง (ครองราชย์ พ.ศ. 922-938) ซึ่งคริสต์ศาสนาได้เข้ามาแทนที่ลัทธิเพเกินบูชาเทพเจ้าโรมันในฐานะศาสนาประจำชาติ หรือหลังจากธีโอโดเซียสสววรคตใน พ.ศ. 938 เมื่อจักรวรรดิโรมันได้แบ่งขั้วการปกครองเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตกอย่างเด็ดขาด ทั้งยังมีบ้างส่วนที่ถือว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์เริ่มต้นขึ้น "อย่างแท้จริง" เมื่อจักรพรรดิโรมูลัส ออกัสตูลัส ซึ่งถือว่าเป็นจักรพรรดิโรมันตะวันตกองค์สุดท้ายถูกปราบดาภิเศก ซึ่งทำให้อำนาจในการปกครองจักรวรรดิตกอยู่ที่ชาวกรีกในฝั่งตะวันออกแต่เพียงฝ่ายเดียว และยังมีอีกบางส่วนที่ถือว่าจักรวรรดิโรมันได้แปลงสภาพเป็นจักรวรรดิไบแซนไทน์โดยสมบูรณ์เมื่อจักรพรรดิเฮราคลิอุสเปลี่ยนแปลงชื่อตำแหน่งในราชการจากเดิมที่เป็นภาษาละติน ให้กลายเป็นภาษากรีกแทน แต่อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงสถานะของจักรวรรดินั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงก่อนที่จักรพรรดิคอนสแตนตินจะสถาปนานครคอนสแตนติโนเปิลให้เป็นเมืองหลวงใหม่ของจักรวรรดิโรมันใน พ.ศ. 873 ก็ตาม ในตอนนั้นก็ได้มีการแปลงสภาพวัฒนธรรมจากโรมันเป็นกรีก รวมถึงการเปิดรับคริสต์ศาสนาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปแล้ว การล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์โดยทั่วไปแล้วเชื่อว่าเกิดขึ้นหลังจากที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกยึดโดยชาวออตโตมันเติร์กในปี พ.ศ. 1996 โดยกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นอิสตันบูล (Istanbul) มาจนถึงปัจจุบัน และในทางประวัติศาสตร์ยังได้ถือว่าการสิ้นสุดของจักรวรรดิไบแซนไทน์เป็นจุดสิ้นสุดยุคกลางในยุโรปอีกด้วย

แท้จริงแล้วไบแซนไทน์ เป็นช่วงต่อของโรมันครับ เพราะว่ายุคที่มีการแยกตัวกันระหว่างโรมันตะวันตก และตะวันออก ครับ  ยุคนี้เลยมีเมืองหลวงอยู 2 ที่ คือ โรม  และ คอนสแตนติโนเปิ้ล (เมืองหลวงของไบแซนไทน์ ) ครับ

2.
30
ธันญา [IP: 61.90.67.138]
on Wed, Jul 11, 2009 @ 08:43 pm
#2574 [ Report Abuse ]

อยากทราบหลักกฎหมายของประเทศกรีซคะ เห็นว่ามันมีพื้นฐานมาจากโรมัน มันเป็นยังไงคะ

3.
30
ปรัชญา [IP: 124.121.5.7]
on Wed, Jul 31, 2010 @ 09:14 pm
#3647 [ Report Abuse ]

อยากรู้ว่ากฎหมาย 12 โต๊ะเขียนว่าอย่างไรบ้างครับ

แล้วมันต่างกับกฎหมายของกรีกรึเปล่าครับ

ช่วยตอบด้วยขอบมากครับ

Name:
Email:
IP Address: 38.107.191.84
Message:  
Load Editor
Security Code:
   
  Cancel or Preview or