Comments: 3
อุดมการของครูในยุคปัจจุบัน
อุดมคติ และความคิดของครูในยุคปัจจุบัน
หลายวันมาแล้วที่ฉันรู้สึกว่าฉันต้องทบทวนเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดกับชีวิตของตัวเอง เพราะรู้สึกว่าอึกอัดใจเป็นอย่างมาก พยายามที่จะสลัดมันทิ้งไปแต่ก็ไม่ออกเสียที อาจจะเป็นเพราะว่าฉันตั้งความฝันของฉันนั้นมันสูงเกินไปหรือเปล่า มีคนสอนว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” อันนี้ฉันก็ว่าจริง เพราะการทำงานหนักแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหน ถ้าได้มาซึ่งความสำเร็จเราก็ย่อมได้ความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง แต่การทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันมีความสุข ทั้งๆ ที่สิ่งที่ฉันต้องการนั้นไม่ทรัพย์สินเงินทอง หรือยศฐานบรรดาศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพียงทำเพื่อความรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรให้แก่สังคมบ้าง เพราะฉันคิดว่าการที่คนเราเกิดมาชีวิตหนึ่งนอกจากการต้องอยู่รอดในสังคมแล้ว ก็คงยังมีอย่างอื่นอีก ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ หาประโยชน์ใส่แต่ตัวเอง เอาแต่ความโลภ ไม่รู้จักที่จะให้ (ในหลวงเคยดำรัสว่า ถ้าคนเราปิดทองเสียแต่หน้าพระเพียงอย่างเดียว แล้วเพราะทั้งองค์จะสวยงามได้อย่างไร) ฉันคิดว่าฉันเป็นคนหนึ่งที่ อยากจะเห็นสังคมนี้สวยงาม แม้ว่าฉันจะไม่ใช่เป็นคนที่เก่ง หรือร่ำรวยแต่ประการใด ฉันคิดว่าฉันเอง มีความสามารถ และความเสียสละที่จะให้แก่คนส่วนใหญ่ด้วย
ฉันเรียนนิติฯ ก็อาจจะเพื่อตนเอง ต้องการอะไรหลายอย่าง แต่เมื่อเราเรียนไปสักพักเราก็จะรู้ว่าสิ่งที่เราเคยต้องการในตอนต้นนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเป็นก็ได้ เพราะฉันจำได้ว่า ในครั้งแรกที่ฉันเลือกเรียนนิติฯศาสตร์เพราะว่าฉันอยากจะเป็นอัยการ แต่พอเรียนมาแล้ว ด้วยความวิริยะอุตสาหะ จนใกล้จะจบปริญญาตรี ฉันกลับรู้สึกว่า อัยการที่ฉันอยากจะเป็นนั้นมันเริ่มเลือนรางไปเกือบหมดสิ้น ไม่ใช่เพราะว่าฉันไม่เก่ง หรือไม่มีความสามารถที่จะสอบกับมัน แต่เมื่อเรียนไปนานเข้ากลับรู้สึกว่าอัยการไม่ใช่เป็นสิ่งที่ฉันต้องการเอาเสียเลย เพราะฉันคิดว่า ฉันเรียนไปมากมายเพื่ออะไร ทำไมไม่เอาความรู้ที่มีอยู่นี้ไปถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆ หรือน้องคนอื่นๆ (พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมไม่เหมือนกัน แม้แต่นิ้วมือแต่ละนิ้วยังไม่เท่ากันเลย) ดังนี้จึงทำให้ฉันคิดได้ว่า แต่ละคนคงถูกกำหนดมาให้เป็นอยู่แล้ว ที่เดิมอยากเป็นอัยการ นั้นคงเป็นเพียงแค่ความคิดของเด็กๆ เท่านั้น แต่สิ่งสุดท้ายที่ได้พุดเข้ามาในสมองก็คือ “อาจารย์” เพราะ การเป็นอาจารย์อาจจะไม่ได้ค่าตอบแทนมากมายเหมือนกับผู้พิพากษา อัยการ แต่ฉันรู้สึกว่ามันเป็นวิชาชีพที่มันน่าภูมิใจ (ในความคิดของฉันๆคิดว่าถ้าฉันสอบอัยการได้ ฉันก็คงดีใจ แต่คงดีใจได้เพียงแค่ครั้งเดียว และคนที่ดีใจในการประสบความสำเร็จของฉันก็คงไม่พ้นครอบครัว พ่อ แม่ พี่น้อง แต่สุดท้ายมันก็ต้องจบลงไป แต่ถ้าฉันสามารถสั่งสอนลูกศิษย์ฉัน ให้ไปเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือนักกฎหมายที่ดี ทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ ฉันคงจะมีความสุขในความสำเร็จได้หลายครั้ง และคนที่จะมาร่วมดีใจกับฉัน ก็คงจะมีหลายๆๆ คน )
การที่เรามาเป็นอาจารย์ คงเป็นความคิดที่ไม่ผิด( รู้สึกว่าผิด ) แต่เมื่อเดินก้าวเข้ามาตามความฝันแล้ว และตอนนี้ก็มันก็คือความจริง ฉันคิดว่าฉันเลือกถูก เพียงแต่สิ่งที่ฉันได้ทำอาจจะยังไม่สามารถเป็นไปตามความฝันที่แท้จริงของฉันได้ “ความฝันของฉัน คือ อยากเห็นความเป็นนิติศาสตร์ที่เข้มแข็ง มีความสามัคคี ทุ่มเทความรู้ความสามารถของตน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม” จากที่ได้เรียนมา อาจารย์สอนเสมอว่า my life is services - ชีวิตของฉันเกิดมาเพื่อรับใช้ชาติ และประชาชน
จากที่ถูกปลูกฝังมาเช่นนี้ เลยทำให้เราคิดว่า นิติศาสตร์ ไม่ใช่เป็นศาสตร์เพื่อการเรียนให้รู้แต่เพียงอย่างเดียว ควรเป็นการเรียนเพื่อทำความเข้าใจ และนำไปใช้ในการช่วยเหลือคนที่เค้ามีปัญหาด้านกฎหมาย ที่ไม่ได้รับความไม่เป็นธรรม รักษาหรือดำรงตนเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้แก่คนตกทุกข์ได้ยาก เช่นนี้หลักจากการที่ฉันจบนิติศาสตร์มาแล้ว สิ่งที่ฉันควรทำก็คือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ (ไม่ใช่เพื่อตัวเอง – แต่เพื่อคนอื่นมากกว่า) คงต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อจะได้มาสอนลูกศิษย์ได้อย่างดีที่สุด ใส่ความตั้งใจ และความเอาใจใส่เพื่อจะมอบสิ่งดีๆๆ ให้แก่ศิษย์ ให้เต็มความสามารถให้แก่ลูกศิษย์
นับแต่วันที่ฉันก้าวเข้ามาเป็นครูของลูกศิษย์ ฉันพยายามที่จะเป็นครูที่ดีให้ได้ ต้องการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ให้ได้มากที่สุด พยายามที่จะสอน และอบรมให้ลูกศิษย์ออกไปเป็นนักกฎหมายที่ดีของสังคมให้ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ทุกคน แต่ก็ของให้ทุกคนเอาความรู้ และสิ่งที่ถ่ายทอดให้ไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แต่ฉันคงต้องเสียใจที่ลูกศิษย์เอาความรู้ที่ให้ไปทำร้ายผู้อื่น คงเสียใจที่สุดถ้ามีคนมาตราหน้าลูกศิษย์ฉันว่าครูไม่เคยสั่งสอน (เพราะทุกวันนี้ที่ฉันทำหน้าที่ของการเป็นนักกฎหมายที่ดี และครูที่ดี ไม่ใช่เพราะต้องการให้ตัวเองดูดี แต่อยากให้ครูของฉันรู้ว่าสิ่งที่ท่านได้มอบให้แก่ฉันนั้น ฉันได้นำมาทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นแล้ว และได้ส่งมอบสิ่งดีๆ ที่ครูให้ฉันมาไปยังลูกศิษย์ของฉัน ฉันจะไม่ให้ใครมาว่าฉันได้ว่า ฉันเป็นนักกฎหมายที่ไม่มีครู และครูไม่ได้สั่งสอน) เพระจำคำของครูไว้เสมอ ฉันคงต้องกตัญญูต่อครู และวิชาชีพแห่งฉัน ดำรงไว้ซึ่งหลักการ และอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ เพราะถ้าทุกวันนี้ลูกศิษย์กฎหมายที่ได้ศึกษากฎหมายไป แล้วนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นการทำร้ายผู้อื่น ก็คงจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย และพินาศลงได้ ด้วยน้ำมือของนักกฎหมายที่ไม่ดี และในส่วนนั้นหวังว่าคงจะไม่ใช่ลูกศิษย์ของฉันแน่นอน
ลูกศิษย์ของฉันจะรู้หรือไม่ว่า เรารักและห่วงใยลูกศิษย์เสมอ บางครั้งต้องอ่านหนังสือให้หนัก เพื่อที่จะเอาความรู้ที่ดีที่สุดมาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ ตุด่า บ่น เพื่อให้ลูกศิษย์อ่านหนังสือ กลับบ้านดึกๆๆ ก็เพื่อคอยดูลูกศิษย์ว่าทำอะไรอยู่ ตั้งใจอ่านหนังสือหรือไม่ สั่งสอน ให้คำแนะนำเพื่อไม่ให้ลูกศิษย์ประพฤติในสิ่งที่ไม่ดี คอยสั่งการบ้านตอบการบ้าน เพื่อให้ลูกศิษย์มีความเชี่ยวชาญ และทบทวนสิ่งที่ได้เรียนไป โดยไม่เคยบ่นว่าเยอะ ออกของสอบระดับยาก เพื่อเป็นการวัดความรู้ของลูกศิษย์ เพื่อว่าเวลาไปเจอข้อสอบ หรือการแข่งขันที่ยากๆ ก็จะได้ไม่ต้องท้อถอย นี่คือสิ่งที่ฉันคิดหวังว่าการที่ฉันทุ่มเท ด้วยความอดทน ความรัก และความห่วงใยจะเป็นการส่งผลให้ลูกศิษย์ที่ฉันสอนนั้นเป็นนักกฎหมายที่ดีในอนาคตได้
ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คิด ฉันคงจะมีความสุข และสนุกกับการเป็นครูต่อไป หากแต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ลูกศิษย์ฉันไม่เคยรู้เลยว่าฉันทำให้เขาเพื่ออะไร มีแต่คำกล่าวมาให้ได้ยินแล้วเสียใจ สอนยากบ้าง สอนเยอะบ้าง บ่นมากจัง ข้อสอบยากบ้าง เอกสารเยอะมาก การบ้านมากมายสารพัน แต่ฉันก็ต้องอดทน เพื่อจะได้ให้เป็นไปตามอุดมการณ์ของฉัน (ชีวิต 1 เกิดมาแล้วควรทำอะไรให้ได้มากกว่าการหายใจไปวันๆหนึ่ง) เพราะฉันรู้ว่าในการเรียนกฎหมายนั้น ถ้าเรามีแต่ความรู้อย่างเดียว มันยังใช้ไม่ได้ต้องหาประสบการณ์ การเรียนกฎหมายก็ต้องยอมรับว่ามันหนัก อ่านเยอะ ทำความเข้าใจเยอะ และต้องขยันเป็นพิเศษ แต่นี่คือเรื่องหลักที่ต้องทำ ส่วนเรื่องรองคือการต้องพยายามที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการที่จะต้องไปใช้ชีวิตในสังคมให้ได้ นักกฎหมายต้องเป็นผู้นำ เป็นนักต่อสู้ เป็นผู้กล้าที่จะเผชิญกับความไม่ถูกต้อง เพื่อรักษาความถูกต้องไว้ หากถ้าไม่มีการสร้างสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ต้นแล้วนักกฎหมายในอนาคตก็จะเป็นผู้ตาม และไม่สามารถรักษาความถูกต้องไว้ได้ จะเห็นแต่ประโยชน์ตัว ละทิ้งประโยชน์ส่วนรวมได้
ทั้งนี้ฉันคงต้องอุทิศชีวิต และจิตใจที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านั้นมันเกิดให้ได้ ต้องพยายามที่จะสู้ และรักษาความถูกต้องต่อไป ถึงแม้จะเหนื่อย และต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน (คงไม่เหมือนอาจารย์กฎหมายสมัยนี้ที่เห็นวิชาชีพครูกฎหมาย เป็นเพียงแค่อาชีพ เพื่อหาเงิน และเป็นบันไดเพื่อก้าวไปสู่อาชีพที่ดีกว่า - หลายคนเอาความเป็นอาจารย์มาใช้เพื่อจะได้มีเวลาสอบผู้พิพากษา อัยการ หรือจะได้มีเวลาทำงานอย่างอื่นไม่ทุ่มเทให้กับการสอนจริงๆ จังๆ ไม่คิดที่จะพัฒนาวงการกฎหมาย สักแต่สอนให้มันจบๆ ไป หาเวลาเพื่อทำประโยชน์ให้กับตนเองสอนพิเศษ โดยไม่สนใจลูกศิษย์ เพราะคิดว่ามันเป็นรายได้ที่ดี ที่จริงแล้วไม่มีใครรวยด้วยวิชาชีพครูหรอก (ในความคิดของฉัน) เพราะครูมีแต่ต้องลงทุน ต้องให้ ต้องเสียสละ แค่คำว่าเสียสละก็รู้แล้วว่าไม่มีทางว่าได้ (กำไร) เพราะเสียก็คือ การจำหน่ายออก การให้ไป ส่วนคำว่า สละ คือ ทิ้ง ไม่คิดเอากลับคืนมา ดังนี้เสียสละก็ต้องหมายความว่าเป็นการ จำหน่ายออก หรือให้ไปโดยไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะได้กลับคืนมาหรือไม่ ถ้าใครที่เป็นครูแล้วไม่รู้จักคำว่าเสียสละ แม้กระทั่งเวลาให้แก่ลูกศิษย์นั้นก็คงจะไม่ใช่ครูด้วยจิตวิญญาณ แต่ครูในลักษณะนี้มีมากอยู่ มันจะทำให้วงการนิติศาสตร์เสื่อมเสีย เพราะครูเองไม่มีแม้กระทั่งจริยธรรมของตนเอง แล้วลูกศิษย์จะมีได้อย่างไร ถ้าคำว่าจริยธรรมไม่มี การที่เราต้องดำรงตนอยู่ในสังคมที่ไร้จริยธรรมมันจะลำบากขนาดไหน สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คงจะเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะความรุนแรง การเอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงความผิดถูก เช่นนี้ ที่ต้องย้อนกลับมาคิดนั้นก็คือ ฉันจะเป็นครูที่ดีต่อไปได้ไหม และถ้าจะเป็นต่อไปฉันควรจะทำอย่างไร
“ขอให้ลูกศิษย์จงรู้ว่าสิ่งที่อาจารย์ทำให้นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความรัก และความห่วงใยของครู”
อ.โกญจนาท เจริญสุข
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๑
Other Posts By This Blogger
- Older « กฎหมายของโรมัน (Roman Law)
- Newer » กฎหมายพระเจ้าจัสติเนียน








