Ico64
อาจารย์ โกญจนาท เจริญสุข

มหาวิทยาลัยเกริก (Krirk University)
Page Visits: 378
Comments: 0

พระอัยกาลักษณะผัวเมีย

พระอัยกาลักษณะผัวเมีย ได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายตราสามดวง สมัยรัชกาลที่1

พระอัยการลักษณะผัวเมีย

ตามหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ในพระอัยการลักษณะผัวเมีย

การสมรสมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1.     ชายหญิงต้องกินอยู่หลับนอน โดยมีเจตนาที่จะเป็นสามีภรรยากัน

2.     บิดามารดาหรือผู้เป็นอิสระแก่หญิงยอมยกหญิงให้เป็นภรรยาชาย

ส่วนข้อกำหนดซึ่งมีลักษณะทำนองเงื่อนไขการสมรส มีดังนี้

1.     ชายสามารถมีเมียได้หลายคน แต่หญิงมีสามีได้คนเดียว

2.     ชายต้องไม่ใช่พระภิกษุ

3.     ชายหญิงต้องไม่เป็นญาติกัน

4.     หญิงหม้ายที่สามีตายจะสมรสใหม่ได้ต้องเผาศพสามีเสียก่อน

5.     หลังการใช้กฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 หญิงต้องมีอายุ 12 ปีขึ้นไป

ส่วนการหย่ากันด้วยความสมัครใจนั้น ได้แก่ กรณีที่ชายหญิงอยู่กินเป็นสามีภรรยากันแล้ว ไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน จะเป็นเหตุใดก็ตาม เช่น อุปนิสัยไม่ตรงกัน จะหย่ากันกฎหมายไม่ห้ามปรามให้ทั้งคู่ทำหนังสือมอบให้แก่กันต่อหน้าผู้เฒ่าผู้แก่ สามีภรรยาขาดจากกัน

                อำนาจอิสระ คือ อำนาจปกครองนั้นเอง หญิงเมื่อยังเป็นเด็กก็อยู่ในความปกครองของบิดามารดา ถ้าบิดามารดาตาย หญิงอาจอยู่ในความปกครองของญาติผู้ใหญ่ หรือพี่ ๆ จนกระทั่งหญิงแต่งงานกับชาย อำนาจอิสระหรืออำนาจปกครองจึงโอนจากบิดามารดาไปยังสามี ดังกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 79 บัญญัติไว้ความว่า บุตรีท่านบิดามารดายังมิได้ประกอบสามีภรรยาให้ไซร้บิดามารดานั้นเป็นอิสระแก่บุตร ถ้าชายใดพึงใจด้วยบุตรีท่าน ให้คำนับบิดามารดาตามประเพณี ถ้าบิดามารดายกให้สามีจึงจะเป็นอิสระแก่ภริยา

                ขอบเขตอำนาจอิสระนั้นรวมไปถึงอำนาจลงโทษภรรยาได้ตามสมควร หากภริยาประพฤติตนไม่สมควร กฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่ 60 บัญญัติว่า สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ภรรยามีความผิดสามีจะปราบปรามโบตีหญิง หญิงจะเอาโทษแก่สามีนั้นมิได้ ถ้าภรรยาด่าว่าหยาบช้าแก่สามี ให้ภรรยาเอาข้าตอกดอกไม้ขอโทษแก่สามีจึงควรแต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า สามีจะทำโทษหญิงโดยปราศจากเหตุอันควรทำร้ายภริยาบาดเจ็บ ถือว่าชายกระทำเกินขอบอำนาจปกครอง ซึ่งชายอาจถูกขับไล่ส่งเสียได้

                ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาตามกฎหมายเดิม มีดังนี้

                1. ทองหมั้นหรือของหมั้น (กฎหมายใหม่ก็คือของหมั้น เป็นสินส่วนตัว) สันนิษฐานว่า สมัยก่อนการที่จะหมั้นกันโดยปกติจะใช้ทองหมั้น คือ การวางมัดจำโดยสัญญาว่าจะมาแต่งงานด้วย ถ้าหากชายผิดสัญญาไม่ไปแต่งงานตามที่ตกลงกับฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็จะริบของหมั้น ถ้าฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นก็ต้องคืนของหมั้นให้ฝ่ายชาย การหมั้นนั้นจะต้องมีขันหมากที่เรียกว่า ขั้นหมากหมั้น นอกจากขันหมากหมั้นแล้ว ยังมีขันหมากกล่าวถาม คือการยกขันหมากไปทาบทาม ซึ่งขันหมากเมื่อแต่งงานแล้วก็จะตกเป็นของหญิง

                2. สินสอด มีลักษณะเป็นค่าตัวหญิงที่ฝ่ายชายให้กับบิดามารดาหญิง เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกมาจนได้มาเป็นภรรยาชาย

                3. สินเดิม (กฎหมายใหม่ ก็คือ สินส่วนตัว) ซึ่งตามกฎหมายใหม่ไม่มี

                สินเดิม เป็นทรัพย์สินที่ทั้ง 2 ฝ่าย มีอยู่ก่อนแต่งงาน มีลักษณะเป็นทุนตามกฎหมายลักษณะ ผัวเมีย บอกว่าถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้มาเมื่อวันมีแขกให้เอาเป็นสินเดิม ต่อเมื่อหลับนอนเป็นผัวเมียแล้วจึงเอาเป็นสินสมรส

                4. สินสมรส คือ ทรัพย์สินที่ได้มาหลังแต่งงาน มีการอยู่กินหลับนอนกันแล้ว

                สินสมรส คือ เครื่องประกอบเกียรติยศที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานให้ เช่น หีบหมาก พานทอง เสลี่ยง เรือกันยา อาวุธยุทธภัณฑ์ ช้าง ม้า วัว ควาย สำหรับสินสมรส เวลาหย่ากันชายจะได้สินสมรสไป 2 ส่วน หญิงได้ไป1 ส่วน เพราะชายเป็นผู้ทำมาหาได้

                เรือหอ โดยปกติเป็นเรือนที่ฝ่ายชายไปสร้างในที่ดินของผู้หญิง ฉะนั้นเรือนหอจึงเป็นสินเดิมของฝ่ายชาย เพราะเป็นทรัพย์ที่ได้มาก่อนแต่งงาน กฎหมายใหม่ไม่ได้กล่าวถึงเรือนหอ ตามกฎหมายว่าเวลาหย่ากันฝ่ายชายมีสิทธิจะรื้อเอาเรือนหอคืนได้ แต่ตามกฎหมายใหม่นั้นจะต้องไปดูในเรื่องส่วนควบ

Created: 09 July 2009 16:20 Modified: 09 July 2009 16:20 [ Report Abuse ]

Other Posts By This Blogger

Comments

No Comment

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 38.107.191.80
Message:  
Load Editor
Security Code:
   
  Cancel or Preview or