Comments: 0
กฎหมายสมัยกรุงศรีอยุธยา
กฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี
กฎหมายที่ประกาศใช้ในความสำคัญของคำว่า “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ กับ”พระราชศาสตร์”
๑ พระธรรมศาสตร์ เป็นกฎหมายแม่บท มีรากฐานมาจากคัมภีร์ “ธรรมสัตถัม” ของมอญ ซึ่งมอญได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์ธรรมนูญศาสตร์ของอินเดียอีกทอดหนึ่ง โดยเลือกเอาเฉพาะหลักสำคัญอันเป็นตัวบทกฎหมายแท้ ๆ ที่นำมาปรับเข้ากับพระพุทธศาสนาได้
คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ เป็นคัมภีร์แห่งความยุติธรรม เป็นตัวบทกฎหมายที่มาจากอินเดียที่กำหนดหลักเกณฑ์ ความประพฤติปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป รวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินด้วย คือ พระเจ้าแผ่นดินก็อยู่ภายใต้บังคับของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ซึ่งแต่เดิมเป็นคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์ เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็ถูกดัดแปลงให้เป็นคัมภีร์ในศาสนาพุทธ โดยเหตุนี้คัมภีร์พระธรรมศาสตร์จึงมีลักษณะเทียบได้กับกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเอง พระเจ้าแผ่นดินอาศัยหลักเกณฑ์ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ตราเป็นกฎหมายขึ้นมา เรียกว่า พระราชศาสตร์
ข้อสำคัญคือ ไทยได้นำเอาคัมภีร์พระธรรมศาสตร์มาใช้เป็นหลักตั้งแต่เมื่อใด ในเรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ “ตำนานกฎหมายเมืองไทยและประมวลคำอธิบายทางนิติศาสตร์ ที่ว่า ไทยเราน่าจะนำเอาคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เข้ามาใช้เป็นหลักในการบัญญัติกฎหมายตั้งแต่เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมาธิราช (พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๓๓) เมื่อกรุงศรีอยุธยาเกี่ยวข้องกับกรุงหงสาวดี ในลักษณะที่เป็นภาษารามัญ และมีผู้แปลพระธรรมศาสตร์จากภาษารามัญออกเป็นภาษาไทยในแผ่นดินเดียวกันนี้เอง หรือมิฉะนั้นก็ในแผ่นดินของสมเด็จพระเอกาทศรถ อย่างไรก็ตาม ไทยกับมอญได้มีการติดต่อสัมพันธ์กันก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ ไทยมีความสัมพันธ์กับมอญ ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง ประกอบกับสมเด็จมหาสมณเจ้ากรมพระยา ชิรญาณวโรรสทรงมีความเห็นว่า คาถาที่ปรากฏในกฎหมายไทย ตั้งแต่คำมนัสการจนถึงพระธรรมศาสตร์ มีลักษณะคล้ายกับคาถามนมัสการในหนังสือไตรภูมิพระร่วง จนเกือบจกสันนิษฐานไว้ว่าผู้แต่งเป็นคนเดียวกัน กฎหมายไทยจึงน่าจะจัดหมวดหมู่ตามพระธรรมศาสตร์มาแต่ครั้งสมัยสุโขทัย ประกอบกับศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ ซึ่งมีข้อความบัญญัติการกระทำความผิดฐานได้เข้า (คนรับใช้) หรือภรรยาของผู้อื่นไว้ไม่ส่งคืน จะต้องถูกลงโทษปรับไหมตามขนาดในราชศาสตร์ ธรรมศาสตร์จึงน่าจะถือได้ว่ากฎหมายไทยได้นำเอาหลักกฎหมายในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์มาเป็นหลักในการบัญญัติกฎหมายตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงไม่มีข้อใดกล่าวอ้างถึง
ที่มาของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลักอินทภาษ
คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ คือ คัมภีร์แห่งความยุติธรรม ซึ่งใช้กับประชาชนทุกคนและพระเจ้าแผ่นดิน คือ พระเจ้าแผ่นดินก็อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุนี้คัมภีร์พระธรรมศาสตร์จึงเปรียบเสมือนกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระเจ้าแผ่นดินก็อาศัยหลักเกณฑ์ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์มาตราเป็นกฎหมายปลีกย่อย เรียกว่า พระราชศาสตร์
คัมภีร์พระธรรมศาสตร์เกิดขึ้นมาอย่างไร
มีเรื่องเล่ากันว่า มีท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง ซึ่งพรหมเทวะจุติจากพรหมโลก แล้วมากำเนิดในตระกูลมหาอำมาตย์ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นข้าของสมเด็จพระมหาสมมุติราช ครั้งอายุได้ ๑๕ ก็เข้ารับราชการแทนที่บิดา ต่อมาเห็นสัตว์โลกทั้งหลายได้รับความทุกข์ยาก จึงมีความปรารถนาจะให้พระเจ้าสมมุติราชตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงถวายบังคมลาออกไปบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ จำเริญภาวนาได้อภิญญา ๕ อรรถสมาบัติ ๘ และบริโภคพืชเป็นอาหาร มีเทพกินรี กินนร คนธรรม์เป็นบริวาร ต่อมาพระเทวะฤาษีก็ได้เสียเป็นผัวเมียกับกินรีนางหนึ่ง จนเกิดบุตร ๒ คน คนแรกชื่อภัทรกุมาร อีกคนชื่อพระมโนสาร เมื่อบุตรทั้ง ๒ คน เจริญเติบโตก็ได้บวชเป็นฤาษีจำศีลภาวนาและรับใช้บิดา มารดา จนกระทั่งบิดา มารดาถึงแก่ความตาย ภัทรกุมารก็ได้ละเพศฤาษีไปรับราชการเป็นปุโรหิตสั่งสอนพระเจ้าสมมุติราช เพราะมีความรู้พระเวทย์ต่าง ๆ พระมโนสารก็ละเพศฤาษีตามพี่ชายออกไปรับราชการ พระเจ้าสมมุติราชก็ตั้งให้เป็นผู้พิพากษา อยู่มาวันหนึ่งมีชาย ๒ คน ทำไร่แตงติดกัน เมื่อปลูกแตงแล้วเอาดินมาพูนเป็นถนนกั้นกลางระหว่างไร่แตงทั้งสอง เถาแตงได้เลื้อยมาพันกันจนเป็นต้นเดียวกัน จนกระทั่งเกิดเป็นผลขึ้นมา ชาย ๒ คน ต่างก็จะไปเก็บเอาผลแตง จึงเกิดการทะเลาะกัน พระเจ้าสมมุติราชจึงให้พระมโนสารไปตรวจสอบดู พระมโนสารชี้ว่า ลูกแตงอยู่ในที่ของใคร คนนั้นก็เป็นเจ้าของผลแตง ซึ่งชายทั้ง ๒ ก็ไม่พอใจในคำตัดสินของพระมโนสาร จึงอุทธรณ์คำตัดสินไปยังพระเจ้าสมมุติราช ๆ จึงให้อำมาตย์อีกคนไปดู อำมาตย์คนนี้จึงไปแยกเถาแตงออกจากกันก็พบว่า ลูกแตงนั้นเป็นของต้นใด ชายทั้ง ๒ จึงพอใจในคำตัดสินของอำมาตย์คนนั้น ประชาชนจึงพากันติฉินนินทาพระมโนสารว่า ตัดสินความโดยมีอคติ ๔ ประการ ทำให้พระมโนสารเกิดความเสียใจหนีออกไปบวชเป็นฤาษีและเจริญภาวนาจนได้อภิญญา ๕ อรรถสมบัติ ๘ และมีความประสงค์จะให้พระเจ้าสมมุติราชตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ จึงได้เหาะไปที่กำแพงจักรวารมีปริมณฑลเท่ากาย คชสาร แล้วจดเอาบาลีคัมภีร์พระธรรมศาสตร์สั่งสอนพระเจ้าสมมุติราช เหตุที่ต้องเขียนคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ในลักษณะที่พิสดาร ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า คัมภีร์พระธรรมศาสตร์นั้นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้นมา แต่เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมาโดยผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ เพื่อให้เกิดอำนาจในการบังคับบัญชา การที่ประชาชนพากันติฉินนินทาพระมโนสารว่า ตัดสินความโดยมีอคติ ๔ ประการ เรียกว่า หลักอินทรภาษคือ คำสั่งสอนของพระอินทร์ที่มีต่อบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นตุลาการว่า การที่จะเป็นตุลาการที่ดีนั้นจะต้องไม่มีอคติ ๔ ประการ คือ
๑. ฉันทาคติ (รัก)
๒. โทสาคติ (โกรธ)
๓. ภยาคติ (กลัว)
๔. โมหาคติ (หลง)
รัก เพราะเป็นลูก เป็นเมีย เป็นญาติ
โกรธ เพราะเป็นคู่อาฆาต คู่ศัตรู
กลัว เพราะโจทก์เป็นผู้มีอำนาจ ถ้าไม่ตัดสินลงโทษจำเลยก็กลัว
หลง คือ ความไม่รู้จริงอาจทำให้ตัดสินผิด ๆ ได้
ฉะนั้น ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์จึงบอกว่า การเป็นตุลาการที่ดีจะต้องไม่มีอคติ ๔ ประการนี้ และต้องตัดสินความตามพระธรรมศาสตร์ โดยครองธรรมอันเป็นจัตุรัส คือ เป็นรูป ๔ เหลี่ยมไม่พลิกไปพลิกมา ใครก็ตามถ้าตัดสินความโดยมีอคติ ก็จะทำให้ชีวิตเสื่อมถอยประดุจพระจันทร์ข้ามแรม ใครก็ตามที่ตัดสินความโดยปราศจากอคติ ๔ ประการ ก็จะทำให้อิสริยยศ ลาภยศต่าง ๆ เจริญรุ่งเรืองประดุจพระจันทร์ข้างขึ้น นี่คือหลักอินทภาษ
๒ พระราชศาสตร์ ตราขึ้นโดยใช้พระธรรมศาสตร์เป็นหลัก พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการตราพระราชศาสตร์ เพื่อให้เหมาะสมกับประเพณีปฏิบัติและสถานการณ์ที่แตกต่างในแต่ละสมัย
๒.๑. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำในการปกครองและรักษากฎหมาย แรกเริ่มเดิมทีเมื่อมนุษย์ได้เริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน มนุษย์มีความต้องการผู้นำ เพื่อให้เป็นผู้ใช้อำนาจในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย แก้ปัญหาการวิวาททะเลาะโต้เถียงกัน ลงโทษผู้ที่ข่มเหงรังแกคนอื่น และออกกฎกติกาขึ้นควบคุมการกระทำผิดในชุมชน ครั้นเมื่อชุมชนเจริญขยายตัวเป็นแคว้นหรืออาณาจักร ความต้องการของประชาชนในลักษณะเช่นนี้ยังมีอยู่ต่อมา ด้วยเหตุนี้หน้าที่หลักของพระมหากษัตริย์ในยามสงบ คือ ทรงเป็นผู้นำในการปกครองดูแลความสงบเรียบร้อยในพระราชอาณาจักร ปราบปรามโจรผู้ร้ายป้องกันประชาชนมิให้ถูกข่มเหงจากเจ้านาย และขุนนางที่มีอำนาจ และดูแลให้มีความยุติธรรมตามแนวทางของกฎหมาย
ธรรมศาสตร์เป็นกฎหมายหลัก และสำคัญที่สุดของสมัยกรุงศรีอยุธยา และเชื่อกันว่าเป็นกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ พระมหากษัตริย์มิใช่ผู้ตราคัมภีร์ธรรมศาสตร์ แต่เชื่อกันว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์นี้ พระมะโนสารฤาษี หรือมนูสาร ผู้สืบเชื้อสายมาจากท้าวมหาพรหมเป็นผู้ไปได้มาจากกำแพงจักรวาลในสมัยที่อายุของมนุษย์ได้ “อสงไชย” หนึ่ง พระมะโนสาร จึงพยายามจดจำคัมภีร์นั้นจนครบถ้วน และเหาะกลับมาเขียนคัมภีร์ธรรมศาสตร์ตามที่จดจำขึ้นไว้เป็นหลักให้พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติในการปกครองประเทศ คัมภีร์ธรรมศาสตร์จึงนิยมเรียกว่า คัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์ และคัมภีร์ธรรมศาสตร์นี้ได้บัญญัติหลักธรรมสำหรับพระมหากษัตริย์ไว้ ตลอดจนหลักการพิพากษาคดีต่าง ๆ และลักษณะของผู้พิพากษาไว้ด้วย สำหรับอาณาจักรอยุธยานั้นพระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าที่ดูแลให้การปกครองและตัดสินคดีไปตามพระธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุนี้นักวิชาการกฎหมายจึงให้ความเห็นว่าหน้าที่หลักของพระมหากษัตริย์แต่แรก นั่นคือ ทรงเป็นผู้รักษากฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ แต่มิได้เป็นผู้ออกกฎหมาย
๒.๒. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ตรากฎหมาย ความจริงแล้วพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ตรากฎหมายขึ้นด้วย ทั้งนี้เพราะสถานการณ์ในอาณาจักรอยุธยาย่อมต้องแตกต่างไปจากความเป็นไปของอาณาจักรอื่น ๆ เช่น อินเดียโบราณ หรือมอญโบราณ หากมีกรณีที่มิได้มีข้อตัดสินระบุไว้ในพระธรรมศาสตร์ต้องอาศัยพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์เป็นทางตัดสินและพระราชวินิจฉัยนี้คือ กฎหมาย พระราชวินิจฉัย หรือคำตัดสินของพระมหากษัตริย์ปรากฏในชื่อว่าพระราชกำหนดและพระราชบัญญัติ โดยเรียกรวมกันว่า พระราชศาสตร์ เพื่อมิให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ขัดแย้งกับแนวทางแต่โบราณ คือเป็นผู้รักษากฎหมาย มิใช่เป็นผู้ออกกฎหมาย และเพื่อให้พระราชศาสตร์มีอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ พระมหากษัตริย์จึงทรงออกพระราชศาสตร์โดยอิงตัวบทในพระธรรมศาสตร์
๒.๓. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้พิพากษาสูงสุดและทรงรับฎีกาจากประชาชน พระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าที่วินิจฉัยคดีที่ผู้พิพากษาไม่สามารถตัดสินได้ แต่หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของพระมหากษัตริย์คือ พระองค์ทรงเป็นผู้พิพากษาสูงสุดของอาณาจักร หลักฐานมากมายในประวัติศาสตร์ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำหน้าที่ผู้พิพากษาสูงสุดเมื่อบรรดาลูกขุนไม่สามารถตัดสินคดีนั้นได้ หรือเมื่อมีปัญหาทำให้ตัดสินคดีล่าช้าหรือประชาชนไม่พอใจคำพิพากษา เพราะเห็นว่าไม่ยุตธรรม บรรดาลูกขุน ขุนนาง หรือประชาชนก็นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงตัดสิน หากเป็นเรื่องที่ประชาชนนำขึ้นร้องเรียนเรียกว่า “ฎีกา” โดยมีตัวอย่างจากกฎหมายตราสามดวงดังนี้
ในพระไอยการลักษณะตระลาการซึ่งตราขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า ให้เจ้าหน้าที่ในตำแหน่ง “นายมหาดไทย” ตรวจดูความทุกกรมกองปีละ ๓ ครั้ง เพื่อดูว่ามีความคั่งค้างอยู่หรือไม่ ถ้ามีความใดมีปัญหาตัดสินไม่ได้ ให้ประชุมเสนาบดีจตุสดมภ์ช่วยกันพิจารณาก่อน ถ้าไม่สำเร็จจึงให้กราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงตัดสินดังนี้
“อนึ่ง ถ้าความนั้นข้องขัดจะพิพากษาบังคับบัญชายากไซร้ ให้ขุนกาลชุมนุมจตุสดมภ์ให้ช่วยว่า ถ้าพิพากษามิได้ ให้เอากราบบังคมทูลพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะตรัสเอง”
ส่วนหลักฐานเรื่องการรับฎีกาจากประชาชนนั้น ปรากฏว่าราษฎรไม่พอใจการสอบสวนคดีของตระลาการ สามารถทำหนังสือฎีกาขึ้นกราบทูลพระมหากษัตริย์ได้ และพระมหากษัตริย์ทรงพิจารณามอบหมายให้ราชการที่ทรงไว้พระทัยเป็นผู้สอบสวนตระลาการนั้น” หากประชาชนมีเรื่องเดือดร้อนประการใด แม้ได้ทำเรื่องร้องเรียนมูลนายที่บังคับบัญชาแล้วมูลนายมิเอาธุระ ประชาชนสามารถร้องเรียนสูงขึ้นไปยังลูกขุน ณ ศาลา คือ พวกเสนาบดีได้หากลูกขุน ณ ศาลาไม่รับเอาธุระ ก็ให้ทำฎีกาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ได้ในที่สุด
ครั้นถึงรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ พระองค์ได้ทรงกำหนดลักษณะฎีกาของราษฎรที่จะนำถวายต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง หรือจะให้นำไปให้กรมกองต่าง ๆ พิจารณาการคัดเลือกฎีกานี้ให้เป็นหน้าที่ของสมุหนายก และสมุหกลาโหม สุดแล้วแต่ว่าฎีกานั้นมาจากประชาชนที่เป็นฝ่ายพลเรือนหรือทหาร สำหรับฎีกาที่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ได้มีดังนี้คือ เรื่อง “....ผู้คัดมิชอบแล้วกระทำร้ายแก่แผ่นดินให้จลาจลก็ดี แลลักเอาพระราชทรัพย์ของหลวงก็ดี แลบังช้างม้าผู้คนไร่นา อากอรซึ่งเป็นหลวงนั้นไว้เป็นอนาประโยชน์อาตมาก็ดี เบียดบังสารบาญชีไพร่หลวงแลสังกัดพ้นไว้ก็ดี แลอนึ่งไปครองเมืองแลรั้งเมือง แลทำข่มเหงกันโชกราษฎรไพร่เมืองให้แตกฉานซ่านเซนหนีไปก็ดี อนึ่ง ลูกขุนพิพากษาอรรถคดีแลมี (มิ) เตมใจในความพิพากษาก็ดี อนึ่งไปราชการก็ดี ไปด้วยกิจตนเองก็ดี แลทำการรุกราชบาท และทำกันโชกราษฎรทั้งปวงก็ดี...” หากร้องเรียนข้อความดังกล่าวข้างต้น ก็ให้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ได้ แต่หากเป็นความชนิดอื่น ๆ เช่น ความมรดก คดีแพ่ง คดีอาญา โดยทั่วไป เป็นต้น ให้ทำเรื่องเสนอกรมกองที่มีหน้าที่พิจารณาคดีนั้น
อำนาจในการสั่งลงโทษผู้มีความผิดถึงขั้นประหารชีวิต เป็นสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว แต่พระมหากษัตริย์อาจทรงมอบหมายอำนาจนี้ให้แก่ข้าราชการเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ไปได้โดยเรียบร้อยในบางกรณี เช่น ทรงมอบให้แม่ทัพในยามสงคราม เป็นต้น
๒.๔ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สนับสนุนศาสนาและศิลปกรรมต่าง ๆ หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งในยามสงบของพระมหากษัตริย์คือ ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก โดยทรงบำรุงรักษาและปกป้องพระพุทธศาสนา หน้าที่ในด้านนี้ ได้แก่ การสร้างวัด ให้ที่ดินแก่วัด จัดสรร “ข้า” หรือ “ทาส” ให้แก่วัด ทรงแต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ ในทางศาสนจักร และทรงเป็นแบบอย่างของผู้ที่อยู่ในศีลธรรมอันดี และทรงสนับสนุนให้ประชาชนอยู่ในศีลธรรมอันดีด้วย หน้าที่ในทางศาสนานี้ยังรวมถึงการที่ต้องทรงเป็นประธานในพระราชพิธีต่าง ๆ ที่ทางศาสนาจัดขึ้น เพื่อความผาสุกของประชาชน เช่น พิธีแรกนาขวัญ พระราชพิธีอาพาธวินาศ พระราชพิธีของฝน เป็นต้น นอกจากนั้นพระมหากษัตริย์ยังทรงถือเป็นพระราชภารกิจสำคัญของพระองค์ในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นต้น
๒.๕ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นแม่ทัพสูงสุด ในยามศึกสงครามนั้น พระมหากษัตริย์ทรงทำหน้าที่เป็นแม่ทัพ ทรงนำกำลังออกต่อสู้ข้าศึกเพื่อป้องกันราชอาณาจักร พระมหากษัตริย์ที่มีความสามารถในการรบย่อมได้รับการยกย่องและความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก หน้าที่ในด้านนี้ถือเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของพระองค์ หากพระมหากษัตริย์พระองค์ใดทรงบกพร่องในหน้าที่ก็เปิดโอกาสให้มีการกบฏยึดพระราชอำนาจเสียได้ หน้าที่ในด้านการป้องกันข้าศึกนี้รวมไปถึงการสร้างมาตรการป้องกันบ้านเมือง เช่น สร้างป้อมปราการ สะสมอาวุธ อาหาร เกณฑ์ไพร่พล และหาสัตว์พาหนะในการศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างปรากฏบ่อยครั้งว่าพระมหากษัตริย์เสด็จออกต่อช้างป่าด้วยพระองค์เอง”
๒ การศาล
วิธีการพิจารณาและพิพากษาคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาคงถือประเพณีโบราณว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้พิพากษาสูงสุด แต่ใช้วิธีที่เอาแบบอบย่างของอินเดียมาผสมกับแบบไทย ซึ่งแตกต่างไปจากประเทศอื่น โดยแยกหน้าที่ออกเป็น ๒ ฝ่าย และใช้บุคคล ๒ ประเภทเป็นพนักงานตุลาการ ประเภทที่หนึ่ง เป็นพราหมณ์ชึ่งเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ เรียกว่า ลูกขุน ณ ศาลหลวงมี ๑๒ คน หัวหน้าคือ พระมหาราชครูปุโรหิต และพระมหาราชครูมหิธร โดยถือศักดินาเทียบเจ้าพระยา หน้าที่ของลูกขุน ณ ศาลหลวง คือ ตรวจสำนวนชี้ตัวบทกฎหมาย แล้วตัดสินว่าฝ่ายใดผิดหรือชอบ แต่มิได้มีอำนาจในการบังคับบัญชาคดีในโรงศาล ประเภทที่สอง เป็นพนักงานที่เป็นคนไทย เรียกว่า ตุลาการ เป็นผู้บังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมายที่ลูกขุน ณ ศาลหลวงได้กำหนดไว้ ในกรณีที่คู่ความคนใดไม่พอใจในคำพิพากษาอาจถวายฏีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้ แต่การถวายฎีกาก็ทำได้ไม่ง่ายนัก ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ถวายฎีกาพร่ำเพรื่อจนเกินไป
ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกศาลจากกรมลูกขุนออกไปให้กรมต่าง ๆ รับผิดชอบ คงไว้แต่ศาลแพ่งกลางและศาลแพ่งเกษม ซึ่งรับผิดชอบ แต่ความแห่งคดีความที่ไม่สำคัญ ส่วนคดีความที่สำคัญ ๆ ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรได้ยุติคดีความโดยเร็วกว่าปกติ ก็ให้ยกไปไว้ในกรมต่าง ๆ หรือให้เสนาบดีดูแลรับผิดชอบกรมนั้น ๆ ได้เร่งรัดควบคุมให้การพิจารณาคดีความเป็นไปด้วยความรวดเร็ว
ระเบียบการศาลดังกล่าวนี้ได้ใช้ปฏิบัติกันเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลของไทยตามแบบประเทศตะวันตก
๓ กระบวนการยุติธรรม
เดิมทีนั้นสังคมไทยใช้จารีตประเพณีส่วนใหญ่เป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับในชุมชนสืบต่อกันมา ทางกรุงศรีอยุธยาเพิ่มมีกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรใช้อย่างเป็นหลักฐานในภายหลังกฎหมายของกรุงศรีอยุธยามีที่มาและจำแนกได้ดังนี้
๑. คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หรือมูลคดีเป็นกฎหมายแม่บทที่ใช้เป็นหลักในการบัญญัติกฎหมายย่อยขึ้นบังคับใช้ ไทยได้แบบอย่างกฎหมายนี้มาจากคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญ และมอญเองก็ได้ดัดแปลงคัมภีร์ดังกล่าวนี้มาจากคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ของอินเดียอีกต่อหนึ่ง โดยตัดตอนเอาส่วนที่เป็นศาสนา
พราหมณ์ – ฮินดูออกคงเหลือไว้เฉพาะส่วนที่เป็นกฎหมายแท้ ๆ ไว้
๒. พระราชศาสตร์ พระราชศาสตร์หรือสาขาคดีเป็นกฎหมายย่อยที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นใช้ในรูปพระราชกำหนด บทพระอัยการและพระราชบัญญัติ
Other Posts By This Blogger
- Older « กฎหมายลักษณะโจร ของลาวโบราณ
- Newer » พระอัยการลักษณะโจร





Comment on this Post