Page Visits: 578
Comments: 0

กฎหมาย กับธุรกิจให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์

มาตรฐานของสถานบริการ และช่างซ่อมรถยนต์ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐาน และคุณภาพที่ดีเพียงพอ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องครองผู้บริโภค ที่ได้รับความเสียหายจากอู่ซ่อมรถยนต์ และปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ต่อไป

กฎหมาย กับธุรกิจให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์

 

                   

กล่าวคือ ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานของสถานบริการและช่าง การไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจ การคิดราคาอะไหล่แพงเกินความจริง และการเปลี่ยนอะไหล่ที่มีคุณภาพต่ำ เป็นต้น นอกจากนั้นการเปิดเสรีทางการบริการภายใต้ข้อตกลง GATS ซึ่งประเทศไทยผูกพัน เนื่องจากได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ WTO จะมีผลทำให้การแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ในประเทศไทยมีมากขึ้น เพราะผู้ประกอบธุรกิจจากต่างประเทศ ซึ่งมีมาตรฐานสูงจำนวนมากสามารถที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้

ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นจึงมีความน่าสนใจที่ควรที่จะต้องทำการศึกษาเพื่อที่จะหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขต่อไป

 

และจากการที่ได้ทำการศึกษาถึงปัญหาต่างๆ อันเกิดขึ้นกับธุรกิจให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์กับผู้ใช้บริการ รวมถึงมาตราการทางกฎหมายที่จะใช้ในการควบคุมธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ และการคุ้มครองผู้บริโภค และศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์

 

จึงทำให้ทราบถึงเห็นถึงข้อดีและข้อเสียของมาตรการทางหมายของประเทศไทย รวมถึงข้อบกพร่องและอุปสรรคต่างๆ ในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ดังต่อไปนี้

 

ปัญหาในการควบคุมธุรกิจให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์

 

โดยหลักการแล้วเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมโดยรัฐจะเข้าไปแทรกแซงหรือจำกัดมิได้ แต่อย่างไรก็ตามการจำกัดเสรีภาพจะกระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครอง ประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบ การประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และโดยอาศัยสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมาย จึงเป็นผลให้รัฐจำเป็นที่จะต้องเข้ามาแทรกแซงการประกอบธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนโดยส่วนร่วมและกระทบต่อสิทธิผู้บริโภค

 

 

เพื่อที่จะทำการควบคุมและกำกับดูแลไม่ให้เกิดความเสียหายและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนส่วนใหญ่และเพื่อเป็นการจัดระเบียบในการประกอบธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ ซึ่งมีมาตรการดังนี้

 

1.1 ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจัดตั้งสถานบริการ

 

 

 

1.2 ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานและคุณภาพของสถานบริการ

 

สำหรับมาตรฐานของสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นมิได้มีการกำหนดเป็นการเฉพาะว่าสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นควรมีลักษณะมาตรฐาน คุณภาพ และจะต้องประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง แต่ทั้งนี้ในประเทศไทยก็มีแนวความคิดที่เกี่ยวกับมาตรฐานของสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เช่นกัน โดยกรมการประกันภัยนั้นได้มีแนวความคิดเกี่ยวกับสถานบริการในการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ หรือ “อู่” ให้มีมาตรฐานเดียวกัน แต่แนวความคิดเกี่ยวกับเรื่อง “อู่กลาง” มีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการซ่อมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายได้อย่างเป็นที่พอใจแก่คู่กรณีทุกฝ่าย ซึ่งอู่กลางกรมการประกันภัยจำเป็นจะต้องมีความเป็นกลางที่แท้จริงไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีมาตรฐานของการซ่อมมาตรฐานของความเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย สามารถดำเนินการซ่อมรถยนต์ตามราคากลางที่ได้ตกลงกันไว้ได้

 

ถ้าได้วิเคราะห์มาตรการเกี่ยวกับมาตรฐานที่มีบังคับอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นการบังคับใช้กับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ที่ต้องการเข้าโครงการของกรรมการประกันภัยเท่านั้นส่วนมากแล้วจะเป็นการให้บริการกับรถยนต์หรือลูกค้าของบริษัท ประกันภัยต่างๆ เท่านั้น จึงทำให้ผู้บริโภกอื่นที่ต้องการใช้บริการไม่สามารถนำรถยนต์เข้าซ่อมได้ หรือถ้าได้ก็ช้าเพราะว่าส่วนมากแล้วอู่กลางจะทำการซ่อมรถยนต์ที่มีการ ประกันภัยเป็นส่วนมาก อย่างไรก็ตามการที่ได้มีการกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือผู้บริโภคอีกทางหนึ่งซึ่งจะได้เป็นทางเลือกในการให้ข้อมูลเพื่อเป็นการตัดสินใจแก่ผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง แต่ทั้งนี้ข้อเสียของมาตรฐานของอู่กลางนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่หลายประการ กล่าวคือ

 

ปัญหาเกี่ยวกับข้อกำหนดของคณะกรรมการ เกี่ยวกับมาตรฐานของอู่กลางนั้นสามารถใช้บังคับกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ที่มีความพร้อมเท่านั้นเพราะว่า

 

สถานบริการที่ต้องการขออนุญาตเข้าร่วมเป็นอู่กลางนั้นต้องมีความพร้อมในด้านสถานที่ต้องเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้

 

สถานบริการต้องมีทุนเกี่ยวกับการดำเนินการสูงพอสมควร เพราะจะต้องมีการทำประกันภัยความรับผิดเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษาอย่างน้อย 3 ล้านบาท และทุนในการที่จะต้องจ้างคนงานตามที่ได้มีการกำหนดไว้

 

สถานบริการต้องมีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ส่วนมากมักจะมีราคาสูงจึงทำให้สถานบริการบางแห่งไม่สามารถที่จะจัดหาอุปกรณ์เช่นว่านี้ได้

 

ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยมีความเห็นว่าถ้าจะให้สถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นได้มาตรฐานเช่นเดียวกับมาตรฐานของอู่กลางของกรมการประกันภัยนั้นก็เป็นการยากสำหรับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ขนาดเล็ก หรือสถานบริการที่ไม่ครบวงจร เพราะว่าข้อกำหนดของคณะกรรมการนั้นไม่เป็นการเอื้ออำนวยให้กับสถานบริการขนาดเล็ก หรือสถานบริการที่ไม่ครบวงจรนั้นไม่สามารถที่จะเข้ามาเป็นสถานบริการที่ได้มาตรฐานเดียวกันของกรมการประกันภัย จึงยังมีสถานบริการที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

 

ปัญหาเกี่ยวกับการให้บริการของอู่กลางนั่นก็คือ อู่กลางนั้นเป็นแนวคิดจากการที่ไม่ให้ผู้เอาประกันนั้นได้รับความไม่เป็นธรรมจากสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ที่มีอยู่ (ก่อนมีอู่กลาง) เพราะว่ามีประเด็นโต้เถียงเกี่ยวกับมาตรฐาน และราคาในการซ่อมเป็นอันมาก กรมการประกันภัยและผู้ประกอบกิจการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์จึงมีแนวคิดที่จะให้มีการจัดตั้งสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ที่ได้มาตรฐานขึ้นมาเพื่อเป็นการลดปัญหาในเรื่องของราคา และความขัดแย้งต่างๆ ระหว่างผู้เอาประกันและ คู่กรณีที่ได้รับความเสียหายโดยที่จะมีการให้บริการอย่างมีมาตรฐานและราคาที่ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ซึ่งจากแนวความคิดเช่นว่านี้เองการจัดตั้งอู่กลางจึงเป็นการรองรับเฉพาะความเสียหายอันเกิดจากรถยนต์ของผู้เอาประกัน ผู้เสียหาย และบริษัทประกันเท่านั้น แต่ยังมิได้มีการขยายผลไปถึงผู้ใช้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ โดยทั่วไปที่มิใช่ผู้เอาประกัน หรือคู่กรณีที่ได้รับความเสียหายเท่านั้น

 

1.3 ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานของช่างหรือผู้เชี่ยวชาญ

 

มาตรฐานของช่างหรือผู้เชี่ยวชาญในสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นมิได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเอาไว้อย่างชัดเจนที่ว่าด้วยเรื่องของมาตรฐานหรือคุณภาพของช่างหรือผู้เชี่ยวชาญที่จะทำการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์

 

ถ้าได้มีการวิเคราะห์แล้วพระราชบัญญัติส่งเสริมอาชีพ พ.ศ.2537 นั้นเป็นมาตรการเพื่อส่งเสริมและให้สิทธิแก่ผู้ที่ได้รับการฝึกเท่านั้น แต่มิได้มีสภาพบังคับสำหรับการกระทำที่ไม่เป็นธรรม การซ่อมที่ไม่ได้คุณภาพของช่างที่ได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดังนั้นเมื่อมีการทำดังกล่าวขึ้นมาก็ไม่สามารถที่จะลงโทษผู้กระทำผิดได้ ซึ่งถ้าได้มีการปรับปรุงบทบัญญัติในเรื่องโทษแล้วจะทำให้มีพระราชบัญญัตินี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยโทษที่จะกำหนดขึ้นมานั้นอาจมีอยู่หลายสถาน เช่น การเตือน การทำ ทัณฑ์บน พักใบ รับรองชั่วคราว เพิกถอนการรับรอง ไม่มีการรับรองให้เมื่อมีการเข้ามายกระดับฝีมือแรงงาน หรืออาจจะกำหนดโทษปรับไว้ด้วยก็ได้ สำหรับในกรณีการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ หรือทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายจากการประกอบอาชีพที่ได้รับรองจากกรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน

 

2. ปัญหาในการคุ้มครองผู้บริโภคจากธุรกิจบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์

 

มาตรการทางกฎหมายสำหรับปัญหาที่เกิดกับผู้ใช้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์จากสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ จากผลของการวิจัยปรากฏ ดังนี้

 

2.1 การให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจแก่ผู้ใช้บริการ

 

ประเทศไทยแล้วมิได้มีมาตรการในการที่จะกำหนดให้สถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นต้องแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานบริการหรือเกี่ยวกับสิทธิต่างๆของผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการตัดสินใจของผู้บริโภคว่าจะใช้บริการของสถานบริการซ่อมบำรุงรักษา รถยนต์นั้นหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มีการให้ข้อมูลเช่นว่านี้ก็จะต้องทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงในการที่จะนำรถยนต์ไปรับบริการจากสถานบริการที่ไม่มีคุณภาพ หรือจะเป็นการนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในการหลอกลวงผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคได้ง่าย แต่ถ้าได้มีการให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ สิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงข้อมูลที่จำเป็นอื่น เช่น ราคา ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงงาน ค่าอะไหล่ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะใช้ในกระบวนการตัดสินใจของผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคแล้ว ผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคนั้นมีข้อมูลในการที่จะตัดสินใจและมีทางเลือกได้มากยิ่งขึ้นในการที่จะนำรถยนต์เข้าใช้บริการในสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ใด

 

2.2 ราคาการของการบริการและอื่น ๆ

 

มาตรการที่เกี่ยวกับเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องราคาในการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ของประเทศไทยได้แล้วจะเห็นว่าตามที่ผู้วิจัยได้ศึกษามาแล้วนั้นจะมีมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์โดยคณะกรรมการสินค้าและบริการ แต่ทั้งนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำการควบคุมไปถึงเรื่องของค่าแรงหรือชิ้นส่วนอะไหล่ที่มิได้อยู่ในการควบคุม และมาตรการอีกประการหนึ่งที่เห็นเกี่ยวกับเรื่องของราคาในการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นก็คือเรื่องของการกำหนดราคาซ่อมกลาง โดยกรมการประกันภัยซึ่งจะเป็นการยุติเกี่ยวกับปัญหาในเรื่องของราคาค่าซ่อมหรือค่าเสียหายของคู่กรณีกับบริษัทประกันภัย แต่ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการกำหนดราคากลางของกรมการประกันภัย นั้นจะใช้บังคับกับอู่กลางที่อยู่ภายใต้การกำกับควบคุมดูแลของตนเท่านั้น ราคาซ่อมกลางของกรมการประกันภัยนี้จึงมิได้มีการนำไปบังคับใช้กับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ที่มิใช้อยู่ในการควบคุมดูแลของกรมการประกันภัยได้

 

2.3 ชิ้นส่วนอะไหล่

 

มาตรการของชิ้นส่วนอะไหล่ที่จะนำมาติดตั้งแทนที่นี้กฎหมายไทยนั้นบัญญัติไว้ในเรื่องของการจ้างทำของ ตามมาตรา 589 บัญญัติว่า “ถ้าสัมภาระสำหรับการทำงานที่กล่าวนั้น ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาท่านว่าต้องจัดหาชนิดที่ดี” แต่ส่วนมากแล้วชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผู้รับจ้างนำมาใช้เปลี่ยนหรือติดตั้งแทนที่ชิ้นส่วนอะไหล่เดิมที่ได้รับความเสียหายนั้นจะเป็นการยากในการที่จะพิจารณาว่าชิ้นส่วนนั้นเป็นชิ้นส่วนที่มีคุณภาพหรือไม่และชิ้นส่วนนั้นชำรุดบกพร่องหรือไม่

 

เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคสำหรับเรื่องของชิ้นส่วนอะไหล่นั้นควรให้ผู้มีบริโภคมีสิทธิในการเลือกอะไหล่ และการรับคืนอะไหล่นั้นเป็นมาตรการในการป้องกันอย่างหนึ่งเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคนั้นสามารถที่จะตัดสินใจเลือกประเภทและชนิดของอะไหล่ได้ นอกจากนี้การได้สิทธิ ได้รับคืนอะไหล่นั้นก็เพื่อเป็นการเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคว่าได้มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ไปจริง เว้นแต่ว่าชิ้นส่วนที่ทำการเปลี่ยนนั้นไม่สามารถคืนได้เพราะว่าอยู่ภายใต้การรับประกับของโรงงานผู้ผลิตที่ต้องนำชิ้นส่วนนั้นคืนแก่โรงงานภายใต้สัญญารับประกันชิ้นส่วนอะไหล่ของตน

 

2.4 การหลอกลวงและการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

 

จากบทบัญญัติความผิดต่างๆ ในประมวลกฎหมายอาญาผู้วิจัยได้กล่าวมาแล้วนั้นแต่บทบัญญัติดังกล่าวนั้นได้มีวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามผู้กระทำผิด โดยรัฐมีหน้าที่บังคับใช้บทลงโทษ ผู้เสียหายที่ต้องการการชดใช้ ต้องการให้มีการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต้องใช้สิทธิโดยอาศัยกฎหมายอื่น ๆ เช่น สัญญา หรือละเมิด ซึ่งต้องพิจารณาหลักที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่สำหรับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้บัญญัติเอาโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการบริโภค แต่ถ้าหากมีความเสียหายเกิดแก่การบริโภค ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องให้ ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าเสียหายได้

 

 

2.5 การชดเชยความเสียหายแก่ผู้บริโภค

 

เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นการเยียวยาหรือชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นก็เป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งถึงจะนำวิธีการเรื่องของการจ้างทำของมาบังคับใช้แล้ว แต่ก็มีปัญหาเกิดขึ้นเพราะว่าโดยมากแล้วการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นมิได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร จากการศึกษาวิจัยอาจจะกล่าวได้ว่าในกรณีของการเยียวยาหรือชดเชยความเสียหายที่มีลักษณะเป็นการพิเศษเกี่ยวกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นในประเทศไทยยังไม่มีปรากฏอย่างชัดเจน คงมีแต่เพียงการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ นอกจากนี้คือวิธีการทางศาลโดยให้ผู้บริโภคนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมและค่าเสียหายจากผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น

 

3. องค์กรที่จะเข้ามากำกับดูแลสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์

 

องค์กรที่จะเข้ามากำกับดูแลสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีหลายองค์กรที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนี้

 

3.1 องค์กรของภาครัฐ

 

สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่เข้ามารับผิดชอบเกี่ยวกับการกำกับ ดูแลสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ในประเทศไทยนั้นจะเห็นได้ว่ามีอยู่หลายองค์กรด้วยกันกล่าว คือ การควบคุมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่จะคอยกำกับดูแลตามพระราช-บัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ว่าด้วยเรื่องการขอการประกอบกิจการโรงงานและคุณสมบัติของโรงงานแต่ละจำพวกตามที่ได้มีการกำหนดไว้ในกฎกระทรวง กรุงเทพมหานคร หรือ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับมอบหมายตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ว่าด้วยเรื่องการค้าที่อันเป็นที่น่ารังเกียจ โดยจะทำการ ควบคุมเกี่ยวกับเรื่องของ สุขอนามัยต่างๆ อันจะเกิดจากสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ และสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะคอยเข้ามากำกับดูแลเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์จากการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือการหลอกลวงผู้บริโภคในการให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ด้วย จึงจะเห็นว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ของประเทศไทยนั้นมีด้วยกันหลายองค์กรซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการทางกฎหมายที่แตกต่างกันในบางกรณีก็จะมีความซ้ำซ้อนในการควบคุมหรือกำกับดูแลเช่นกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับองค์กรหรือหน่วยงานของภาครัฐในสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการที่จะเข้ามาควบคุมและกำกับดูแลสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ จากที่ได้ทำการศึกษามาตรการองค์กรในการควบคุมกำกับดูแลเกี่ยวกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ในแต่ละมลรัฐของอเมริกานั้นแบ่งการควบคุมหรือกำกับดูแลออกเป็นสองส่วนด้วยกันกล่าวคือ

 

(1)   การควบคุมสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ ในเรื่องการการควบคุมสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้น จะกำหนดเกี่ยวกับเรื่องของระเบียบในการจัดตั้งสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ต่างๆ ว่าจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

 

(2) การคุ้มครองผู้บริโภค หน่วยงานในการที่จะทำการควบคุมหรือกำกับดูแลสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ถ้าปรากฏว่ามีการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย คุ้มครองผู้บริโภคด้วย ดังนั้นหน่วยงานจึงสามารถที่จะดำเนินคดีกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เพื่อที่จะเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แทนผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคได้ด้วย

 

3.2 องค์กรของภาคเอกชน

 

สำหรับองค์กรภาคเอกชนที่ทำหน้าที่คอยควบคุมกำกับดูแลสถานบริการซ่อมบำรงุรักษารถยนต์ในประเทศไทยเองนั้นจะไม่เห็นมากนักอาจจะเป็นเพราะว่าแนวความคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคหรือประชาชนที่จะคอยควบคุมกำกับ ดูแลการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจ และการไม่มีแนวความคิดเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค

 

จากการศึกษาพบว่ามาตรการเกี่ยวกับกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายทึ่จะช่วยคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการได้มากขึ้น และจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนามาตรฐานของธุรกิจบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ในประเทศให้สามารถที่จะแข่งขันกับต่างประเทศ เมื่อมีการเปิดเสรีทางบริการได้ โดยมาตรการที่กฎหมายที่ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ มีต่อไปดังนี้

 

สำหรับในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ในปัจจุบันนั้น มาตรการที่ภาครัฐนำมาควบคุมกำกับดูแลมิได้มีการบัญญัติไว้เป็นเฉพาะว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรในการจัดตั้งมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานบริการให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ในปัจจุบัน เพื่อมิให้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนงานและประชาชนอันเนื่องจากมลพิษต่างๆ ที่เกิดจากสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์จึงควรมีการทำการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจึงสามารถที่จะทำได้ง่ายเพราะว่ามีการขออนุญาตจากหน่วยงานเดียวที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์โดยตรงเท่านั้น และการบังคับหรือกำกับดูแลสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ในบางมลรัฐมีอำนาจที่จะทำการตรวจสอบ และสามารถที่จะเพิกถอนใบอนุญาตในการประกอบ กิจการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ได้ ถ้าปรากฏว่ามีการร้องเรียนหรือได้ตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมที่ไม่ได้คุณภาพการ หลอกลวงผู้บริโภค การกระทำการที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค หรือการบริการที่ไม่เป็นที่พอใจแก่ผู้ใช้บริการหรือประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลนี้มีอำนาจที่จะทำการรับเรื่องราวร้องทุกข์ สอบสวน และดำเนินคดีกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ที่ถูกร้องเรียนหรือกระทำความผิดในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจพบการกระทำความผิดเอง และเมื่อพบการกระทำความผิดเช่นว่านั้นแล้วอำนาจของหน่วยงานนั้น ๆ สามารถที่จะให้สถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นหยุดทำการชั่วคราว พับใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต (ห้ามดำเนินการประกอบธุรกิจต่อไป) และถ้ามีการฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษทั้งในทางแพ่งและอาญา ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์แล้วว่าถ้าได้มีการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการจดทะเบียนหรือออกใบอนุญาตให้แก่สถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ แล้วจะสามารถที่จะทำการจัดระเบียบต่างๆ ในการประกอบธุรกิจให้ไปแนวทางเดียวกัน และอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใด เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ ที่ทำการซ่อมไม่มีคุณภาพ หรือได้กระทำการอย่างใดๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้บริโภคหรือประชาชนโดยทั่วไป เป็นการเฉพาะได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยทั่วไป

1.การออกระเบียบหรือข้อกำหนดให้สถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้นต้องให้ข้อมูลต่าง

 

การปรับปรุงกฎหมายให้กรมการขนส่งทางบกมีอำนาจออกใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ โดยกำหนดมาตรฐานของสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์และช่าง ที่จะได้รับใบอนุญาตไว้ หากมีกรณีที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถที่จะทำการ พัก เพิกถอน ใบอนุญาต หรือใช้วิธีการอื่นมาบังคับ ที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ใช้บริการ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหาย วิธีการซ่อม ค่าซ่อม ชิ้นส่วนอะไหล่ที่จะต้องเปลี่ยน การเตือนเกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภค การประเมินราคาเบื้องต้น และการกำหนดเพดานราคาซ่อมที่เป็นลายลักษณ์อักษร

2. ให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดหรือประกาศให้ธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมหลักฐานการรับเงิน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35เบญจ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 และพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุริจที่ควบคุมรายการหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.2542เพื่อที่จะเป็นมาตรการหนึ่งที่จะป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นและเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภคได้ โดยหลักฐานการรับเงินควรมีสาระสำคัญและลักษณะ ดังนี้

 

 

เพื่อทำให้ผู้บริโภคนั้นมีหลักประกันอย่างหนึ่ง(มีหลักฐาน)ในการที่จะสามารถเอาผิดแก่สถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ได้ ทั้งนี้ยังเป็นผลทำให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีอำนาจที่จะเข้าไปควบคุมและดำเนินคดีกับสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ที่ไม่มีหลักฐานการรับเงินหรือไม่ปฏิบัติตามรายการที่ได้กำหนดไว้

 

ทั้งนี้มาตรการในการกำกับดูแลธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ ให้ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพนั้นต้องได้รับความร่วมมือจาก 3 ฝ่าย กล่าวคือ

 

ฝ่ายแรก คือ ผู้ประกอบธุรกิจบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ต้องประกอบธุรกิจโดยมีจริยธรรม มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ในการสินค้าและบริการของตน

 

ฝ่ายที่สอง คือ ผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภค เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบและไม่ได้ความเป็มธรรมจากสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ โดยต้องป้องกันตนเอง และ

 

ฝ่ายสุดท้ายคือภาครัฐก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากสถานบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ โดยทำหน้าที่ควบคุมกับกำดูแลและประสานงานระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคด้วยไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบ การกำหนดมาตรฐานสถานบริการซ่อมช่างหรือผู้เชี่ยวชาญรวมถึงการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการที่จะเยียวยาหรือชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์รวมตัวกันเพื่อที่จะดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2541กรณีที่มีการดำเนินคดีในศาลระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์นั้น ควรให้ผู้ประกอบธุรกิจซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เป็นผู้ที่มีภาระการพิสูจน์ความผิดที่เกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ เพราะเป็นผู้ที่มีรู้เชี่ยวชาญ และทราบเรื่องเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษามากว่าผู้ใช้บริการ

 

 

 

                                          

 

 

                                                              อาจารย์โกญจนาท เจริญสุข

 

                                                                 ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา

                                                                 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก

Other Posts By This Blogger

Comments

No Comment

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 38.107.191.83
Message:  
Load Editor
Security Code:
   
  Cancel or Preview or