50
Kriengkrai Techakanont
Government service
Thammasat University
"mark99" -- Cannot find the user.
Page Visits: 1600
Comments: 0

เศรษฐกิจพอเพียง = เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ (๒)

หลักเศรษฐศาสตร์มัชฌิมาปฏิปทา (ไม่ใช่กลุ่มการเมืองที่อาศัยแต่ชื่อมาตั้ง แต่เจตนารมณ์คนละเรื่องนะครับ) คือ ทางสายกลาง คนควรยึดสัมมาอาชีวะ ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง มีความพอดี มีมัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณ รู้จักพอดี โดยความพอดีนี้คือจุดที่คุณภาพชีวิตกับความพอใจมาพบกัน...ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคน แต่รวมถึงไม่เบียดเบียน "ชีวิตทั้งปวง"

 (ต่อ) ตัวอย่างที่ทำให้ผมเชื่อว่า ทฤษฎีใหม่ เป็นเรื่องที่จับต้องได้ เพราะจากรายการ ฅนค้นคน ตอน อรหันต์ชาวนา เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ ที่ถ่ายทอดเรื่องของ นายพูนศักดิ์ สมบูรณ์ หรือ แหลม ชาวนาจากบ้านกุดชุมที่ได้ดิ้นหลุดจากวังวนความยากจนอันเนื่องมาจากการผลิตแบบตลาด มาสู่การผลิตเพื่อพึ่งพาตนเองและสามารถดำรงชีพได้อย่างมั่นคงและมีความสุขโดยการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงและ ทฤษฎีใหม่ มาใช้ แหลมได้กล่าวชัดเจนว่าเขาได้ฟังพระราชดำรัสของในหลวงและก็เห็นทางสว่างเลยนำมาปฏิบัติ ผมเดาเอาว่าแหลมได้ฟังพระราชดำรัสในปี ๒๕๔๑ แต่กว่าจะมามีความมั่นคงได้อย่างทุกวันนี้ แหลมได้ใช้ความเพียร และ ความอดทนอย่างมาก สิ่งสำคัญที่แหลมกล่าวไว้คือ ต้องเปลี่ยนที่จิตใจเราก่อน ตรงนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะเพื่อนบ้านหลายคนก็ยอมรับว่าแหลมมีความอดทนมาก และไม่มีใครคิดว่าแหลมจะสามารถพลิกฟื้นที่ดินที่แห้งแล้ง กันดารมาเป็นที่ที่สมบูรณ์ได้ ในตอนท้ายๆ แหลมได้กล่าวไว้ว่าเขาไม่ส่งลูกเข้าระบบการศึกษา (ระดับอุดมศึกษา) แน่นอนเพราะเขาเห็นว่ามันล้มเหลว แต่จะให้ลูกสืบทอดงานที่แหลมทำ แหลมจะให้ลูกเป็นชาวนา (ดูคล้ายกับระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมเลยนะครับ) ผมดูไปก็คิดไปด้วยว่า ถ้าเกิดกลียุค ผมและครอบครัวตายก่อนแหลมแน่นอน เพราะไม่มีอะไรกิน ทำนาไม่เป็น ถึงทำเป็นก็ไม่มีที่ทำ ปลูกผักก็ไม่เก่ง แต่แหลมมีผลผลิตเก็บกินไม่หมด แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่รวยจริง ผมตอบเลยว่าแหลมรวยจริง ผมดีใจที่บ้านเรามีรายการดีๆ เช่นนี้ สำหรับผู้ที่สนใจก็ต้องดูครับเพราะมีอะไรอีกมากที่แหลมพูดไว้น่าคิดน่าฟังมาก ใครไม่ได้ดูคงต้องติดต่อทีวีบูรพาครับ ผมก็ดูแค่ตอนเดียวซึ่งจริงๆ มีมากกว่าหนึ่งตอน คงต้องไปซื้อวีซีดีมาดูเช่นกัน ผมไม่มีส่วนได้เสียกับทีวีบูรพานะครับ ไม่มีประโยชน์ทับซ้อนใดจริงๆ :-)

จากที่กล่าวข้างต้น ก็น่าจะตอบคำถามของอ.จิตร์ทัศน์ได้นะครับ ที่ถามว่า ถ้าพอเพียงกันทั้งระบบ จะไปรอดหรือเปล่า? ผมคิดว่า รอดครับ รอดแน่ๆ ด้วย แต่ว่าผมไม่คิดว่าพวกเราจะสามารถทำได้กันทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่พระองค์ท่านเคยพระราชทานไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าพระองค์ท่านต้องการให้คนไทยนำแนวคิดนี้ไปใช้ให้กว้างขวางขึ้น ถ้าคนไทยส่วนใหญ่สามารถดำรงอยู่ในวิถีพอเพียง ดำรงชีวิตโดยมีคุณธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่ดำเนินชีวิตแบบสุ่มเสี่ยง ไม่บริโภคเกินตัว (เกินกำลังทรัพย์ที่ตนสามารถหามาได้) ไม่เบียดเบียนคนอื่นมากเกินไป สังคมไทยก็จะเข้มแข็งขึ้น ลองคิดดูเล่นๆ นะครับ ถ้าคนไทยมีวินัยในการใช้จ่ายเงิน หาได้น้อยก็ใช้น้อย เราย่อมจะหาระดับการบริโภคที่เหมาะสมได้อย่างแน่นอน ใครมีเหลือก็ออม ออมในสถาบันการเงินที่มีธรรมาภิบาล เมื่อผู้บริหารมีจริยธรรม ไม่ปล่อยกู้มั่วๆ ซั่วๆ ประเมินศักยภาพของผู้กู้จริงๆ คนกู้ส่วนใหญ่ก็ย่อมมีแต่ลูกค้าดีๆ มีศักยภาพ หนี้ก็ไม่เสีย คนกู้ก็เอาไปผลิตและทำให้ GDP เราโตได้เป็นต้น และจะดีกว่านี้ ถ้าคนไทยพยายามนึกถึงสังคมให้มากและดำเนินชีวิตโดยยึดจริยธรรมให้มาก ก็จะไม่มีอาชญากรรม เมื่อบ้านเมืองปลอดภัย เราก็ไม่ต้องใช้งบประมาณเพื่อรักษาความปลอดภัยมากเกินไปก็จะมีเงินไปลงทุนในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมเช่นการศึกษามากขึ้น ถ้าเราไม่ทิ้งขยะไม่เป็นที่ เราก็ไม่ต้องจ้างคนกวาดขยะมากเกินไป เขาก็สามารถไปทำงานอื่นๆ ที่สร้างคุณค่าแก่ตัวเองและสังคมได้ต่อไป เศรษฐกิจก็ยังโตไปได้ ถ้าคนไทยมุ่งที่จะพัฒนาศักยภาพของตน พยายามผลิตสิ่งที่ดีขึ้นๆ ก็ย่อมมีส่วนผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตได้เช่นกัน แต่ผมก็เห็นด้วยครับว่าแนวคิดนี้มัน subjective มากๆ แต่ก็ยังสามารถทำได้และถ้าทำมากๆ ก็ยังน่าจะเป็นสิ่งที่ดี ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ

จากที่อ.โสรัจจ์กล่าวไว้ว่า

ในรัฐบาลของทักษิณที่ผ่านมา รัฐกลายเป็น "ผู้เล่น" เสียเองในระบบการแข่งขันเสรีทางธุรกิจ หมายความว่า กลุ่มบุคคลที่มากุมอำนาจทางการเมืองนั้น มองตนเองเป็นผู้เล่น หรือผู้แข่งขันในระบบเศรษฐกิจ แทนที่จะมองตนเองเป็นตัวแทนของประชาชนในการจัดสรรผลประโยชน์ต่างๆ และใช้อำนาจรัฐเพื่อการนี้ แต่กลับกลายเป็นว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวใช้อำนาจรัฐเพื่อการแข่งขันของตนเอง

ผมก็เห็นด้วยครับ เพราะเมื่อมาดูรัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลใดก็ย่อมต้องมองทั้งประโยชน์ของส่วนรวมและส่วนตน แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างระหว่างเส้นแบ่งว่าจะเอียงไปในทางใดมากกว่า เพียงแต่ว่าเราอาจจะเห็นค่อนข้างชัดเจนว่ารัฐบาลทักษิณจะเอียงไปในทางประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม นอกจากนี้ผมก็เห็นด้วยกับอ.โสรัจจ์ในทุกด้านว่าตลาดเสรีโดยรวมก็น่าจะดีที่สุด ดีกว่าระบบอื่นๆ แต่ผมคิดว่าการที่ระบบตลาดในสังคมไทย หรือ สังคมอื่นๆ ยังดีกว่าระบบอื่นๆ ก็เพราะการที่สังคมเหล่านั้นผู้นำและคนส่วนใหญ่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ คุณธรรม หรือ moral ใครที่มีสิ่งนี้ ในทางพุทธศาสนาเราถือว่าเขามี หิริโอตัปปะ หรือ ความละอายต่อบาป บางคนกล่าวติดตลกว่าสิ่งนี้ไม่มีในนักการเมืองไทย (โจทย์นี้ทำวิจัยได้ไหมครับเนี่ย?) ผมว่าคงไม่จริงทั้งหมดหรอก แต่ถ้าให้ผมพูดจากความรู้สึกของประชาชนคนหนึ่ง ผมก็ว่าประเทศไทยยังดีกว่าอีกหลายประเทศ แต่ถ้าเทียบระหว่างผู้นำรัฐบาลในอดีต ผมก็ยังเห็นว่าอดีตผู้นำท่านนี้ไม่เคยพูดเรื่องคุณธรรมหรือจริยธรรมแก่เด็กในวันเด็ก หรือ แก่ข้าราชการเลย เลยคิดว่าท่านมี "สิ่งนี้" น้อยกว่าอดีตผู้นำท่านอื่นๆ ของไทย ดังนั้นการเมืองไทยต่อจากนี้ไปถ้าสามารถสร้างบรรทัดฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และ บทบาทของรัฐในการเป็นผู้คุมกฎ ไม่แทรกแซงในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง อะไรที่ตลาดดำเนินการได้ก็ปล่อยให้เอกชนเขาทำไป อะไรที่ตลาดดำเนินการไม่ได้ก็เข้ามาแทรกแซง แต่ก็ต้องทำแต่พอดี ทำแต่พอเพียง ทำอย่างสุจริตใจ ทำโดยเอาประโยชน์ของสังคมและความสุขของประชาชนภาคส่วนต่างๆ เป็นที่ตั้ง ใครทำผิดก็เอาระบบกฎหมายมาลงโทษ มีกระบวนการยุติธรรมที่คำนึงถึงความถูกต้องเป็นหลัก และ มองประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง ไม่เข้าข้างคนผิดหรือเห็นแก่พวกพ้อง ถ้าทำได้ เศรษฐกิจและประเทศไทยหลังจากนี้ก็จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

ท้ายสุดนี้ ขอย้อนกลับมาถึงหนังสือเศรษฐศาสตร์แนวพุทธที่เคยอ้างถึงเพิ่มเติมสักนิดครับ เพื่อขยายความสนับสนุนว่า เศรษฐศาสตร์แนวพุทธกับเศรษฐกิจพอเพียงนั้นคล้ายกันหรือเหมือนกันมากจนน่าจะเป็นเรื่องเดียวกันได้ ดังที่ท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต ได้เสนอไว้ว่าเราควรที่จะปรับหลักเศรษฐศาสตร์มาใช้ให้เหมาะสม ซึ่งเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธนี้เป็นสิ่งทีดีและน่าจะทำได้ ท่านเสนอว่าให้เราใช้หลักเศรษฐศาสตร์มัชฌิมาปฏิปทา (ไม่ใช่กลุ่มการเมืองที่อาศัยแต่ชื่อมาตั้ง แต่เจตนารมณ์คนละเรื่องนะครับ) คือ ทางสายกลาง คนควรยึดสัมมาอาชีวะ ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง มีความพอดี มีมัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณ รู้จักพอดี โดยความพอดีนี้คือจุดที่คุณภาพชีวิตกับความพอใจมาพบกัน สังเกตว่าเราจะดูที่ "คุณภาพชีวิต" แทนที่จะดูที่ "ความพอใจ" เพียงด้านเดียวแบบที่แบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภคกล่าวไว้ ผมก็เห็นด้วยกับท่านว่า ถ้าเราเอาหลัก มตฺตญฺญุตา เข้ามาประกอบการวิเคราะห์ก็น่าจะขยายกรอบแนวคิดและสามารถอธิบายให้นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในฝั่งตะวันตกเข้าใจได้ แต่คงต้องใช้เวลาอีกนานสำหรับผมเพราะยังรู้น้อยมาก (ผู้ที่ต้องการอ่านเพิ่มเติมก็หาอ่านได้ครับ เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ พิมพ์โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง สิงหาคม ๒๕๓๑) นอกจากนี้ หลักมัชฌิมา ก็จะถือหลักความพอดี (หรือพอเพียง) ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคน แต่รวมถึงไม่เบียดเบียน "ชีวิตทั้งปวง" (อหิงสา สพฺพปาณานํ) หรือภาษาอังกฤษคือ "ecosystems" ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่า เศรษฐกิจพอเพียง นี้ได้นำรวมหลักการที่สำคัญเข้ามาแล้ว คือ การคำนึงถึงผลกระทบภายนอก และ ถ้าทำได้จริงก็ย่อมเป็นผลดีกับส่วนรวมอย่างไม่ต้องสงสัย

 (ต่อ)

Created: Wed, Jul 27, 2007 @ 08:49 pm Modified: Wed, Jul 08, 2007 @ 09:29 pm [ Report Abuse ]

Other Posts By This Blogger

Comments

No Comment
Name:
Email:
IP Address: 38.107.191.84
Message:  
Load Editor
Security Code:
   
  Cancel or Preview or