50
Kriengkrai Techakanont
Government service
Thammasat University
Page Visits: 3088
Comments: 7

เศรษฐกิจพอเพียง = เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ (สุดท้าย)

(ต่อ)

ผมเองเห็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเศรษฐศาสตร์ของไทยทั้งในแง่ความรู้ความสามารถ และ จริยธรรม คุณธรรม ซึ่งหาได้ยากที่จะรวมอยู่ในคนๆเดียว ท่านนั้นคือ .ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผมเคยมีโอกาสกราบท่านครั้งหนึ่งสมัยที่เรียนอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอ.ท่านกลับมาเยี่ยมคณะฯประมาณปี ๒๕๓๖ ที่ห้องบรรยาย ๑๐๑  ผมจำได้ว่าท่านเป็นคนแก่ที่ใจดี ท่านนั่งให้นักศึกษาเข้ามากราบท่านที่ตัก ทีละคนๆ คิดว่ามีเด็กเข้ามามากกว่าร้อยคนในวันนั้น ผมได้มองหน้าท่านระหว่างที่รอก่อนที่จะถึงคิวของผม ท่านยิ้มอย่างมีเมตตา ผมมองแล้วสะท้อนใจที่คนดีๆ อย่างท่านกลับอยู่ในบ้านเมืองไทยไม่ได้ ตอนกราบท่าน .ป๋วยท่านบีบมือผมเบาๆ มือท่านเย็น อ.มองหน้าผมแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี น้ำตาผมก็ซึมด้วยความดีใจที่ในชีวิตหนึ่งได้มีโอกาสสัมผัสกับปุถุชนที่สามารถยึดเป็นแบบอย่างได้อย่างไม่ต้องมีความลังเลสงสัยใดๆ นั่นเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่ผมมี เพราะหลังจากนั้นท่านก็กลับอังกฤษ แม้ท่านจะกลับมาเมืองไทยอีกสองครั้งในปี ๒๕๓๘ และ ๒๕๔๐ แต่ผมก็ไม่มีโอกาสพบท่านอีกเลย ท่านล่วงลับไปเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ในบ้านพักที่ลอนดอน

                   

เพื่อเป็นการระลึกถึงท่าน ผมขอยกคำพูดของพระคุณเจ้าประยุทธ์ ปยตฺโต ที่ได้กล่าวถึง .ป๋วย ในตอนท้ายของการแสดงปาฐกถาธรรมเมื่อปี ๒๕๓๑ ทิ้งท้ายไว้ดังนี้

  

วันนี้ ท่านทั้งหลายได้มาพร้อมใจประชุมกันจัดงาน ด้วยความระลึกถึง ด้วยความรู้สึกในพระคุณความดีของท่านศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้เป็นอดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้ ซึ่งตามผลงานของท่าน เท่าที่อาตมภาพได้เคยอ่าน ก็แสดงว่าท่านเป็นผู้มีความสนใจจริยธรรมในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ท่านต้องการให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีจริยธรรม ท่านได้ดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ เป็นผู้บริหารธนาคารแห่งชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ได้ทำคุณประโยชน์ไว้แก่ชาติเป็นอันมาก ตัวท่านเองก็มีเกียรติคุณว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต ได้ทำงานด้านนี้มาด้วยดีจนมีกิตติคุณได้รับความเคารพนับถือ

  

ครั้งหนึ่ง ท่านศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เขียนบทความแสดงความเจริญแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ และความเจริญแห่งเศรษฐศาสตร์บัณฑิต โดยยกเอาพุทธพจน์ที่เป็นเครื่องอุดหนุนกำลังใจให้เศรษฐศาสตร์บัณฑิตทั้งหลาย เจริญด้วยพละ หรือ พลัง ประการ พลัง ประการนี้คือ ปัญญาพละ กำลังปัญญา วิริยพละ กำลังความเพียร อนวัชชพละ กำลังความสะอาด ซื่อสัตย์ สุจริต และ สังคหพละ กำลังความสงเคราะห์ การยึดเหนี่ยวน้ำใจคน บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือมีมนุษยสัมพันธ์ พลังทั้ง ประการนี้ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นเครื่องทำให้คนเราเกิดมีความแกล้วกล้าในการที่จะดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติกิจหน้าที่ทั้งหลาย ทำให้ขจัดความกลัวนานัปการไปได้ คิดว่าท่านศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็ได้ปฏิบัติตามหลักของพลัง ประการนี้มาแล้ว ถ้าท่านที่เคารพนับถือในท่านอาจารย์ ดร.ป๋วย มาร่วมใจกันในการที่จะดำเนินตามในเรื่องพลัง ประการ ที่เป็นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ตน และ ประโยชน์สุขส่วนรวมตลอดกาลนาน

สุดท้ายจริงๆครับ ขอประชาสัมพันธ์กิจกรรมเกี่ยวกับอ.ป๋วยที่จะจัดเร็วๆ นี้

เนื่องในโอกาสที่ใกล้วันคล้ายวันเกิดของ .ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่จะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในวันที่ มีนาคมนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์จะมีการแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ ๑๐ โดยศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เรื่อง "จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม" ที่ห้อง .๑๐๑ ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ ชั้น ตั้งแต่เวลา .๓๐ ถึง ๑๒.๐๐ . เผื่อว่าท่านใดสนใจก็อาจจะติดต่อสำรองที่นั่งได้ครับ และ ในตอนเย็นสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ก็จะมีการมอบรางวัลนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่นแห่งปี ๒๕๕๐ รางวัล "ธรรมาภิบาลดีเด่นแก่ผู้ประกอบการขนาดย่อมแห่งปี ๒๕๕๐" และ ปาฐกถาเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียงกับอนาคตอันยั่งยืนของ SMEs" โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ห้อง Grand Hall โรงแรม Plaza Athenee ครับ
Created: Mon, Jul 27, 2007 @ 08:57 pm Modified: Mon, Jul 08, 2007 @ 02:27 pm [ Report Abuse ]

Other Posts By This Blogger

Comments

1.
30
โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ [IP: 125.25.69.68]
on Wed, Jul 28, 2007 @ 08:36 pm
#140 [ Report Abuse ]

เรียน อ. เกรียงไกร

ขอขอบคุณอาจารย์มากๆครับ ที่กรุณาเขียนอะไรดีๆให้เราได้อ่านกัน ผมเองก็สนใจศาสนาพุทธอยู่พอสมควร หวังว่าจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกันนะครับ :-)

โสรัจจ์ 

2.
30
Kriengkrai Techakanont
on Wed, Jul 28, 2007 @ 02:52 pm
#141 [ Report Abuse ]
ขอบคุณครับ อ.โสรัจจ์ 
ยินดีอย่างยิ้งที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดกับอ.ครับ แต่ผมเองคงต้องศึกษาอีกมาก ที่เขียนมานี้ก็ไม่แน่ใจนักว่าถูกต้องหรือไม่ ท่านที่มีประสบการณ์ก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ
3.

ที่ผมสงสัยผมไม่ได้มาจากการพยายามเอาเศรษฐกิจพอเพียง (เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ) มาตั้งเทียบกับเศรษฐศาสตร์แนวอื่นน่ะครับ

ที่ผมตอบ อาจจะดูนอกเรื่องไปหน่อย แต่เห็นว่าเป็นประเด็นที่ยังไม่ถูกกล่าวถึง (ในวงกว้าง) สักเท่าไหร่ 

คือ ผมมองว่าการเอาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นธงแบบที่ทำ ๆ กันอยู่เนี่ยะ น่าจะมีปัญหา ถ้าดูจากตัวอย่างที่อาจารย์ยกมา จะเห็นว่าถ้าเป็นคนที่พอจะมีที่ดินทำกิน ก็อาจจะพอเพียงได้ แต่ถ้าสมมติว่าผมเป็นแค่คนงาน หรือกรรมกรทำงานไปวัน ๆ ความพอเพียงของผมก็อาจจะไม่มีวันเป็นไปได้ ถ้าผมบ่นว่าผมไม่พอกิน ผมก็โดนหาว่าผมไม่พอเพียงเสียอีก

ถ้ากรรมกรโรงงาน ไม่มีเงินจะส่งลูกเรียน เก็บเงินก็แล้ว อะไรก็แล้ว ค่าแรงขั้นต่ำก็แค่นี้ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับพวกเขาก็เป็นแค่ความพยายามจะบอกว่า "อดทน" ไปเถอะ นั่นเอง

ไม่อย่างนั้นแนวคิดนี้ก็น่าจะพอมีคำตอบให้ได้บ้างว่า  ความไม่พอเพียงอยู่ที่ไหน? ที่นายจ้าง? นายจ้างก็อาจจะบอกว่าเขาก็พอเพียงอยู่ตรงนี้แล้ว? 

จริง ๆ แล้วนายจ้างอาจจะอยากขึ้นค่าจ้างให้ก็ได้ เขาก็อาจจะอยากพอเพียง (กว่าที่เป็นอยู่) แต่ก็ติดปัญหาว่าขึ้นมากกว่านี้แล้วก็จะขาดทุน ทีนี้มันก็จะเป็นปัญหางูกินหางกันไปทั้งระบบ

ผมว่า ถ้าเรายังอยากจะพูดถึงความพอเพียง แต่ก็ยังอยา่กมีสยามพารากอนอยู่ด้วย ผมว่าเราก็ตอบกับคนทุกคนไม่ได้เต็มปากหรอกครับ ว่าคำว่าพอเพียง มันอยู่ที่ตรงไหน

ผมมองว่าปัญหาเศรษฐกิจ (หรือความจน) มันมีสาเหตุมากมายมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง (ไม่ใช่ที่ตัวบุคคล) การนำคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเรื่องหลัก บดบังปัญหาโครงสร้างพวกนี้โดยสิ้นเชิง  ผมเชื่อว่าคนจนจำนวนมากที่จนไม่ใช่เพราะว่า "จน เครียด กินเหล้า" นะครับ แต่จนเพราะว่า "ทำแทบตาย ยังไงก็จน"

ทำไปทำมา คนที่จะมีความสุขกับเศรษฐกิจพอเพียงได้ก็คือคนกลุ่มที่พอจะมีโอกาสบ้างอยู่แล้ว คนที่ไม่มีก็ "พอเพียง" กันไป คืออด ๆ อยาก ๆ กันไป

สุดท้าย การใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะนี้ก็เป็นเพียงแค่อีกเครื่องมือ (คำอธิบาย) ที่คนชั้นนำใช้ในการกดขี่คนอื่น ๆ เท่านั้นเอง

4.
30
Kriengkrai Techakanont
on Wed, Jul 04, 2007 @ 02:58 pm
#149 [ Report Abuse ]
ขอบคุณครับอ.จิตร์ทัศน์
ผมเห็นด้วยว่ามีคนจนจำนวนมากที่จนแล้วก็ต้องทนอยู่อย่างจนต่อไป ทำอย่างไรก็ไม่มีทางรวย แต่ว่าถ้าเราใช้หลักคิดนี้มาปรับในการดำเนินชีวิต ก็จะทำให้เราอยู่อย่างมีความสุขได้ เงินซื้อความสุขบางอย่างได้ แต่ไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง คนที่ไม่มีเงินมาก แต่อาจจะอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนที่มีเงินมาก แต่ชี้วิตกลับหาความสงบไม่ได้เลยก็เป็นได้นะครับ 
5.
P
BM.chaiwut
on Wed, Jul 06, 2007 @ 02:29 pm
#154 [ Report Abuse ]

อาจารย์เกียงไกร

อ่านจบแล้วทุกตอน พออ่านใกล้ๆ จบก็มีบางอย่างผุดขึ้นมาในคลองความคิด...

คิดถึงปาฏกถาสั้นๆ ของ เจ้าประคุณสมเด็จฯ วัดสามพระยา (มรณภาพแล้ว) ท่านยกคำว่า มีไม่พอ และ พอไม่มี ซึ่งท่านว่าไม่ดีทั้งสองอย่าง...

มีไม่พอ คือ ปัจจัย ๔ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหรือต่อครอบครัว ไม่ว่าจะขยันทำงานและอดออมอย่างไร..

พอไม่มี คือ บางคนแม้จะมีมากมายเพียงใด ก็ไม่เพียงพอสำหรับเค้า นั่นคือ เค้ามุ่งที่จะกอบโกยต่อไป เพราะคำว่า พอ ไม่มีอยู่ในใจนั่นเอง...

ตามความเห็นส่วนตัว พอเพียง ต้องอยู่ในใจของคน ซึ่งอาจขยายไปถึงความเป็นอยู่และเรื่องอื่นๆ อีกมาก...

เจริญพร

6.

กราบเรียนท่านพระมหา

ได้เห็นรายการความไม่ดีสองอย่าง: มีไม่พอ กับพอไม่มี แล้วเห็นภาพเลยครับ ขอยืมนำไปเล่าต่อนะครับ

7.
30
Kriengkrai Techakanont
on Wed, Jul 07, 2007 @ 05:35 pm
#157 [ Report Abuse ]
นมัสการพระคุณเจ้า
ขอบคุณมากครับที่ได้กรุณาให้ความกระจ่างแก่พวกเรา
Name:
Email:
IP Address: 38.107.191.80
Message:  
Load Editor
Security Code:
   
  Cancel or Preview or