Comments: 2
เก็บตกจากบราซิล
มานำเสนอผลงานที่บราซิลแล้วมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังเล่น (โพสนี้ไม่มีสาระ ไม่ต้องคลิกก็ได้ครับผม)
ผมได้เข้าร่วมการสัมมนาวิชาการที่จัดโดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมของบราซิลเมื่อวันที่ 8-9 ธันวาคม งานนี้จัดที่เมืองบราซิเลีย เป็นเมืองศูนย์กลางด้านการบริหารของประเทศ
งานนี้มีนักวิจัยจากสี่ประเทศจาก ยุโรป คือ เยอรมนี และ สเปน และ จากเอเชีย คือ ญี่ปุ่น กับ ไทย ผมมาพูดมุมมองของไทยเกี่ยวกับประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตระดับโลกได้ คือ ประเทศไทยเดี๋ยวนี้ส่งออก Harddisk drive เป็นอันดับหนึ่งหรือสองของโลก และ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถกระบะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทางบราซิลและประเทศในกลุ่ม Mercosur ต้องการเรียนรู้ประสบการณ์จากสองทวีปเพื่อมาปรับปรุงความเชื่อมโยงในภูมิภาคของเขาต่อไป ซึ่งในการมาร่วมครั้งนี้ก็ได้ประสบการณ์หลากหลายเลยนำมาแบ่งปันกัน ข้อมูลอาจผิดบ้างถูกบ้าง ก็อย่าว่ากันนะครับ เอาเป็นว่าเป็นมุมมองของคนบ้านนอก (นอกบราซิล) มามองเขาแล้วเทียบกับเราละกัน ข้อมูลที่ได้รับนี้ได้มาจากวงสังสรรหลังเลิกประชุมและจากที่ผมสัมผัสด้วยตัวเอง
เมืองบราซิเลีย เป็นเมืองศูนย์กลางด้านการบริหารประเทศของบราซิล เป็นแนวคิดที่เกิดมาร้อยกว่าปีแล้ว โดยกษัตริย์ของบราซิล (ผมเพิ่งรู้ว่าเขาก็มีกษัตริย์) โดยท่านประสงค์ที่จะสร้างเมืองศูนย์กลางของบราซิลที่ไม่อยู่ใกล้ทะเลเกินไป เพราะจะเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่าย จุดที่เลือกกันคือจุดที่เป็นกึ่งกลางระหว่างเหนือใต้ และ ตะวันออก-ตก พอดี แต่แผนนี้ไม่ได้ทำจนเมื่อกระทั่งสี่สิบแปดปีที่แล้ว (1960) รัฐบาลก็ได้รื้อแผนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนเล่าว่า ผังเมืองสร้างโดยคนสามคน แต่ละคนดูคนละด้าน คือ ถนน ผังเมือง (มีการจัดโซนและข้อกำหนดของสิ่งก่อสร้างว่าจะมีกี่ชั้น ทำนองนี้) อีกคนออกแบบเรื่องสวนหย่อมของเมือง
ผลก็คือเมืองนี้มีการจัดโซนนิ่งเลยว่าตรงไหนจะเป็นธุรกิจอะไร เช่น ธนาคารพาณิชย์ก็กระจุกตัวกันในโซนนึง (แต่ละโซนก็มีพื้นที่ใหญ่เหมือนกัน) โซนโรงพยาบาล โซนโรงแรม โซนชอปปิ้ง โซนที่พักอาศัย โซนราชการ ฯลฯ เอาเป็นว่าอยากทำอะไรก็ต้องไปกันที่โซนนั้นๆ ถนนหนทางที่วางผังมาเกือบห้าสิบปี ไม่น่าเชื่อว่าเขาทำถนนขนาดหกเลนเป็นถนนสายหลักในเมือง เกือบลืม ผังเมืองเขามีลักษณะคล้ายเครื่องบิน คือ มีหัว ปีก และ ลำตัว เมืองก็เลยแบ่งเป็นเขตเหนือกับใต้ สองด้านจะสมดุลกัน เช่นมีโรงแรมฝั่งเหนือ พอพับแผนที่ครึ่งนึงก็จะมีโรงแรมฝั่งใต้ด้วย ประมาณนั้น ไม่รู้นึกออกหรือเปล่านะครับ :-) เอาเป็นว่าผังเมืองเขามีระเบียบมากเลยก็แล้วกันครับ
แต่ปัญหาก็มีเพราะพอจัดเป็นโซนแบบนี้ คนก็เลยต้องมีรถ ไม่งั้นไปไหนมาไหนไม่สะดวก และ พอมีคนมาเยอะ ที่อาศัยก็ไม่พอ เพราะในเขตศูนย์กลางนี้เป็นที่ที่มีการควบคุมอย่างที่เล่ามา เมืองก็เลยขยายออกไปพื้นที่ด้านนอก เป็นเมืองบริวารรอบๆ ตัวเมืองอีกที คนก็ต้องซื้อรถกันมากอีก ตอนนี้เลยเริ่มมีปัญหารถติดกันแล้ว (แต่ผมมองแล้วไม่เรียกว่าติดเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ) แต่คนที่นี่เริ่มบ่นแล้ว
เมื่อกระทรวงต่างๆ อยู่นี่หมด รัฐสภาก็อยู่นี่ เมืองนี้จึงเป็นเมืองศูนย์กลางในการบริหารประเทศ ดูแล้วก็แปลกดีเหมือนกัน แต่่ว่าคนพูดอังกฤษได้น้อยมาก ผมก็ต้องใช้ภาษามั่วเวลาต้องการหาของกิน สุดท้ายก็ไปพึ่งพี่แม๊คแถวๆ โรงแรม ขนาดมีรูปแล้วยังสั่งผิดเลย ไม่รู้จะโทษใครดีคงต้องโทษตัวเอง
วันสัมมนานั้นคนที่มาร่วมเป็นระดับเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม ของประเทศในกลุ่ม Mercosur คือ บราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย และ อุรุกวัย (ส่งตัวแทนมาร่วม) และ นักธุรกิจ บรรยากาศก็เป็นไปอย่างคึกคัก ผมเห็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเขาทำงานกันแล้วก็ต้องยอมรับว่ามีความตั้งใจสูงมาก ดูเขาตื่นตัวมาก แต่ก็ไม่ทราบว่าทำไมยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควรเพราะการรวมกลุ่มนี้มีมากว่าสิบปีแล้ว อ.จากญี่ปุ่นเล่าว่าเป็นเพราะแต่ละประเทศยังไม่เปิดเสรีการค้ากันจริงจัง ยังมีอุปสรรคอยู่ ก็ไม่ทราบว่าจะก้าวหน้าไปอย่างไรต่อไป
ประสบการณ์ที่เล่ามานี้้ผมได้จากหลังการประชุม เพราะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ นี้ ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวกันทั้งนั้น (ผมก็แปลกใจที่เห็นคนหนุ่มสาวเหล่านี้มาจัดการ ประสานงาน การประชุมระดับนี้) พอดีนักวิจัยท่านอื่นกลับกันเย็นวันที่ 9 หมด ส่วนผมกลับวันที่ 10 ผมก็เลยมีโอกาสไปกับพวกเขาด้วย เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินมาถามผมว่าไปแซมบ้าไหม คืนนี้เป็นคืนวันอังคาร จะมีแซมบ้า ถ้าอยากสนุกก็มาด้วยกัน ผมก็ไม่ลังเลที่จะไปด้วย
ร้านที่ไปนั้นเป็นร้านกาแฟ แต่ตอนเย็นวันอังคารจะมีนักดนตรีมาเล่นดนตรีแซมบ้ากันทั้งคืน ดังนั้นคนก็จะรอ (ลืมไปเขาจัดสองอาทิตย์ครั้งครับ) แล้วก็มาเต้นกันสนุกสนาน บรรยากาศก็เป็นแบบง่ายๆ ร้านเป็นห้องแถว นักดนตรีนั่งโต๊ะม้าหินแบบที่มหาวิทยาลัยต่างๆมี เอาเครื่องขยายเสียงเล็กๆมาตั้ง กีตาร์สองตัว เบสตัวนึง แล้วก็เครืื่องเคาะ ล้อมวงกันก็สนุกได้แล้ว เพื่อนคนหนึ่งเดินมาลากผมไปดูใกล้ๆ ก็เลยต้องขยับตัวบ้าง ดูเขาขยับกันเล็กๆ น้อยๆ มันก็ดู "แซมบ้า" ดี แต่ทำไมเลียนแบบไม่ได้เสียที เลยตัดสินใจกลับไปนั่งโต๊ะดีกว่า
คนที่นี่ชอบแซมบ้าจริงๆ เขาดูมีความสุขมากทีเดียว พวกเขาดื่มเบียร์กัน แล้วก็คุยเฮฮากัน ไม่หลงเหลือบรรยากาศเครียดๆ เมื่อกลางวันเลย สาวๆ หนุ่มๆ ก็สนุกกันเต็มที่ ไม่มีการเมาแล้วมีเรื่องกัน แต่เมาแล้วขับกันซะส่วนใหญ่ อันนี้ไม่ดีๆ
เรื่องที่เล่าข้างบนก็มาจากวงแซมบ้านี้แหละครับ กว่าจะกลับโรงแรมก็เลยสองยามไปแล้ว แต่ก็คุ้มที่ได้เห็นชีวิตของคนบราซิลจริงๆ
ตบท้าย คนที่นั่นถามว่า เวลาชนแก้วคนไทยพูดว่าอะไร? ไม่ทราบผมบอกถูกหรือเปล่า ผมบอกว่าคนไทยพูด "ไชโย" (แบบตอนงานแต่งงานประมาณนั้น) เชาก็เลยบอกว่า คนบราซิลพูดหลายแบบ แต่มีอันเดียวที่จำได้คือคำว่า "จิงจิง" อันนี้ฟังแล้วสะดุ้งเลยเพราะคำนี้เป็นคำต้องห้ามของญี่ปุ่น อย่างว่านะครับ แต่ละประเทศก็มีภาษาของตัวเอง ผมก็ไม่ได้พูดอะไร แต่จำไว้มาเล่าสู่กันฟัง มาครั้งนี้เข้าใจสุภาษิตไทยมากขึ้นเยอะเลย โดยเฉพาะสุภาษิตที่ว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม" หาก "เข้าเมืองแซมบ้า ก็ต้องแซมบ้าตามด้วย"
ปล. เรื่องหนึ่งที่แปลกและอยากจะเล่าให้ฟัง คือ คนบราซิลนี้ชอบทักทาย การสบตาเป็นเรื่องปกติ หากมีคนอยู่ในระยะสี่ห้าเมตรแล้วเราไม่มองไม่ทักจะกลายเป็นไม่ดีไป อันนี้ผมอ่านจากเน็ต พอไปจริงก็ลองสังเกตดู ต้องมองหน้าจริงๆนะครับ แล้วพยักหน้าทักกัน เขาก็จะพยักหน้ากลับหรือยกนิ้วโป้งให้แล้วก็ยิ้้มให้อย่างเป็นมิตร เวลาคนคุยกันก็จะมองตากัน แต่แบบนี้มาเมืองไทยไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร อาจได้ประโยคคำถามกลับแบบโหดๆ ก็ได้ ... ขอตัวไปขึ้นเครื่องก่อนล่ะครับ
Other Posts By This Blogger
- Older « ข่าวเมืองไทยบนปก The Economist
- Newer » "เจ็ดวันอันตราย" ความสูญเสียทางเ...
Comments
:) คำเวลาชนแก้วในภาษาไทยเป็นคำที่ถูกถามบ่อยที่สุดแถวนี้เหมือนกันครับอาจารย์ เพื่อนละตินทั้งที่นี่และที่อังกฤษชอบเต้น ซัลซ่า มากเลยครับ ไม่รู้เหมือนแซมบ้าของทางบราซิลหรือเปล่า
อ่านแล้วเพลินดีีจังครับ
หวัดดีชล ดีใจที่ได้เห็นข้อความ คิดว่าชลคงสบายดีนะ ดูจากดัชนีว่าถูกถามคำว่าชนแก้วบ่อย แสดงว่ามีปาร์ตี้บ่อย :D












