Comments: 2
"เจ็ดวันอันตราย" ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทุกปี
คนไทยชอบฉลองทุกเทศกาล ปีใหม่ไทย จีน ฝรั่ง เรามักจะมีวันหยุดยาว แล้วก็คนต่างจังหวัดที่มาทำงานในเมืองหลวงหรือจังหวัดอื่นๆ ก็จะกลับไปฉลองที่ภูมิลำเนาของตัวเอง และเราก็จะเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ "เจ็ดวันอันตราย" ตายแล้ว ... คน เรานับกันมากี่ปีแล้วครับ? คิดว่าคงไม่น้อยกว่าสิบปีแน่ๆ เรานับแล้วนับอีก รณรงค์แล้วรณรงค์อีกเมื่อใกล้ทุกช่วงเทศกาล เราพร่ำบอกให้คนรักษากฎจราจร เมาไม่ขับ บางปีก็มีมาตรการใหม่ๆ เช่น ห้ามขายเหล้าในปั๊ม เด็กต่ำกว่า 18 ห้ามดื่ม ตั้งด่านมากขึ้น ฯลฯ แต่ไม่ว่าเราจะทุ่มเททรัพยากรไปเท่าไร ผมก็ไม่เห็นว่าอุบัติเหตุจะลดลงได้เลย มีความสูญเสียทุกปี ผมไม่เคยจดบันทึกว่ามีความสูญเสียในชีวิต ทรัพย์สิน เท่าไร แต่จำได้ว่าคนไทยตายเพราะอุบัติเหตุปีใหม่ สงกรานต์ ปีหนึ่งมากกว่าทหารที่ตายในการรบในอิรักในแต่ละปีเสียอีก (อันนี้ใครทราบตัวเลขโปรดช่วยยืนยันด้วยนะครับ)
ปีนี้ ก็มีอีกแล้ว ข่าวในมติชนระบุว่า
"สสส."จับมือหลายหน่วยงานรณรงค์ลดอุบัติเหตุปีใหม่ ชี้ตาย-เจ็บปีละกว่าหมื่นล้าน ผุดด่าน 2,800 จุดทั่วประเทศ ดึงสรรพสามิตตรวจเข้ม ห้ามขาย "เหล้า" ในปั๊ม-เด็กต่ำ 18 ขนส่งฯกำชับรถโดยสารสายยาว ต้องมีคนขับสำรองไว้เปลี่ยน...
สำนักอำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมทางหลวง อุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 2550 เพียง 7 วัน สร้างความสูญเสียถึง 11,000 ล้านบาทเศษ โดยเงินจำนวนนี้ประเมินว่า สามารถนำไปสร้างโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือแพทย์ครบครัน ที่ใช้งบประมาณราว 250 ล้านบาทต่อแห่ง ได้ถึง 40 แห่ง และความสูญเสียนี้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกปีในช่วงเทศกาล โดยปี 2551 เกิดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่เกือบ 4,500 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 401 ศพ บาดเจ็บเกือบ 5,000 คน สาเหตุหลักคือเมาและขับ 40.80% ผู้ที่บาดเจ็บล้มตายในเทศกาลแห่งความสุข คือ เด็กอายุต่ำกว่า 19 ปี 29.22% และเป็นวัยแรงงาน 57.88% โดยรถจักรยานยนต์ยังคงครองแชมป์พาคนไปสู่ความตายมากที่สุดถึง 84.57%"
ผมคิดว่าปัญหาเดิมๆ ทั้งนั้น และ เป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไทย หรือ หน่วยงานเช่น สสส หรือ กรมการขนส่งทางบก สามารถนำภาษีที่ได้จากการจำหน่ายสุรา หรือ ภาษีและค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนที่เก็บจากรถยนต์ประเภทต่างๆ มาใช้เพื่อแก้ที่รากของปัญหา
อะไรคือ "รากของปัญหา" ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ได้ใช้ถนนในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะขับรถหรือโดยสารรถ (ยกเว้นรถไฟฟ้าใต้ดินและบนดิน) หากรถไม่ติด เราจะเห็นทุกๆ นาทีว่ามีคนขับปาดซ้ายปาดขวา บางครั้งก็น่าหวาดเสียวมาก บางครั้งก็เฉี่ยวชน บางทีก็เกิดอุบัติเหตุ ผมถามตัวเองเสมอว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ผมตอบแบบไม่ได้ทำวิจัยว่า "รากของปัญหา" คือ "วินัย" ของคนที่ใช้รถใช้ถนน และ วินัยของคนไทย (ถ้ามีโอกาส ผมอยากทำวิจัยเรื่องนี้มากเลยทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็ยังเกี่ยวกับ รถยนต์ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมทำวิจัยอยู่)
ดังนั้นการรณรงค์ที่ทำเป็นครั้งคราว ก็คล้ายกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ คล้ายไฟไหม้ฟาง เราต้องเข้าใจว่าการรณรงค์ก็เหมือนกับการโฆษณา ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมาก ต้องทำอย่างต่อเนื่อง คนถึงจะจำได้ และ เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำ คนที่มีอายุสามสิบสี่สิบปีคงจะจำโฆษณา "ตาวิเศษ" ได้ดี "อ๊ะๆ อย่าทิ้งขยะ" นั้นใช้เวลากี่ปีถึงจะทำให้คนรุ่นนี้เห็นว่าการทิ้งขยะเป็นสิ่งผิด ตอนผมเด็กๆ คนไทยทิ้งขยะจากหน้าต่างรถเมล์เป็นเรื่องปกติ กินน้ำอัดลมในถุงรัดหนังยางหมดก็โยน กินขนมเสร็จก็โยน สี่แยกต่างๆ เต็มไปด้วยขยะ และ กรุงเทพในสมัยนั้นก็ติดอันดับเมืองที่สกปรกที่สุดของโลกอยู่เหมือนกัน
จนมาวันหนึ่ง (หลายปีดีดักมาแล้ว) "ตาวิเศษ" ก็หายไปจากทีวี พร้อมกับเหตุผลที่ว่า "คนเข้าใจแล้ว" หรือไม่มีงบแล้ว แต่มาปีหลังๆนี้ ผมก็พบกับภาพเดิมอีก คือ การโยนขยะทิ้งบนถนนอย่างไม่ใยดีของคนกรุงเทพ การทิ้งกระป๋องน้ำอัดลมตามแหล่งท่องเที่ยวหรือในป่า หรือแม้แต่นักศึกษาบางคนในธรรมศาสตร์ (ขอย้ำว่าบางคนและเป็นส่วนน้อย) ที่เดินกินขนมแล้วก็ทิ้งขยะอย่างหน้าตาเฉย (ซึ่งก็มีทั้งคนที่มองด้วยความงง และ ไม่งง กับพฤติกรรมดังกล่าว) ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อที่ว่า "คนเข้าใจแล้ว" เป็นสิ่งที่ไม่จริง และ ย้ำว่าการปลูกฝังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น
ดังนั้น ผมจึงอยากเสนอว่า สสส ควรเริ่มปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ใหม่ รวมถึงการมีวินัยจราจร และ เรื่องอื่นๆ ด้วย งบโฆษณาที่ สสส ใช้นั้น ควรจะมีการปรับปรุง แทนที่จะให้เห็นถึงโทษของการเมาแล้วขับ ควรเปลี่ยนมาสอนว่า คนใช้รถใช้ถนนที่ดีควรเป็นอย่างไร น้ำใจบนท้องถนนสำคัญอย่างไร คนขับรถยนต์ที่ดีควรทำอย่างไร รถจักรยานยนต์ควรขับอย่างไร รวมถึงการสอนกฎจราจรและวินัยจราจรที่ดี เช่น คนขับรถเมล์ควรหยุดให้คนลงจากรถหมดก่อน หรือ ปิดประตูก่อนออกจากรถ หรือคนขับรถควรให้สิทธิคนข้ามถนนที่ทางม้าลาย ไม่ใช่รถยนต์เป็นใหญ่แบบที่เป็นอยู่ (ตัวอย่างเล็กๆ จากที่มีมากมายในบ้านเรา) หาก หน่วยงานที่มีงบประมาณและสามารถนำมาใช้ให้เกิดการปลูกฝังค่านิยมที่ดีแก่เยาวชนและคนในบ้านเมืองเรา สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้น เราก็ไม่ต้องมาพะวงว่าปีใหม่นี้จะตายกี่คน เราไม่ต้องมากลัวคนเมามาชนเรา (ทั้งที่เราไม่ดื่ม) เป็นต้น
ผมอยู่ญี่ปุ่นมาก็หลายปี เคยเห็นคนดื่มแล้วขับแค่คนเดียว (แต่ก็ดื่มน้อยมาก ในขณะที่ครั้งอื่นๆ นั้น คนขับจะไม่แตะแอลกอฮอล์เลย) เขาทำได้อย่างไร เขาปลูกฝังคนเขาอย่างไร ตรงนี้ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำแบบไฟไหม้ฟางแบบที่เราทำอยู่แน่นอน ต้องมีหลายสิ่งมาใช้ร่วมกันทั้งการปลูกฝัง และ การบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด (ที่ญี่ปุ่นรู้สึกจะปรับหลายแสนเยน หากถูกตรวจได้ว่าเมาแล้วขับ แล้วเขาเอาจริง ไม่มีการติดสินบนแบบที่เกิดขึ้นในบ้านเรานะครับ ก็ไม่รู้เขาทำได้อย่างไรเหมือนกัน) ถ้าคนเคยไปต่างประเทศที่มีวินัยจราจรก็จะเห็นว่า สิทธิของคนเดินถนนและจักรยานมีมากกว่าที่เมืองไทย รถที่จะเลี้ยวซ้ายหรือขวาที่แยกไฟแดง จะต้องให้คนข้ามถนนข้ามไปก่อนเสมอ ถ้าเป็นที่เมืองไทย คนข้ามต้องระวังเพราะรถที่จะเลี่ยวเขาไม่สนใจเพราะเขาคิดว่าเป็นสิทธิของเขา คนไทยที่มาญี่ปุ่นใหม่ๆ มักจะวิ่งข้ามถนนในลักษณะนี้ แต่พออยู่ๆ ไปก็เริ่มชินว่าเดินก็ได้ แต่ถ้ากลับไทยแล้วยังเผลอเดิน มีได้ยินเสียงแตรไล่แน่นอน
เนื่องจากบล๊อกนี้เป็นส่วนหนึ่งของ สกว. ผมก็หวังว่าจะมีการช่วยคิดช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในการปลูกฝังค่านิยมที่ดี ถ้าไม่เริ่มวันนี้ก็คงไม่มีวันที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนไทยไม่ต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมากขนาดนี้ แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นจริงหรือเห็นผลได้ในอีกยี่สิบปีก็ตาม
สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าและขอให้ทุกท่านมีความสุขสวัสดี คลาดแคล้วจากอุบัติเหตุทั้งปวง และ ประสบแต่ความสุขสมหวังในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ
Other Posts By This Blogger
- Older « เก็บตกจากบราซิล
- Newer » สารคดีการออกแบบแฟชั่นของนิสิตจุฬ...
Comments
ได้ Forward mail จากอาจารย์ที่คณะฯ เห็นว่าเกี่ยวข้องกับโพสนี้ เลยนำมาแปะไว้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เพื่อทราบสี่แยกที่มีกล้องจับ โดยจะมี การจับ 3 กรณี1. ผ่าสัญญานไฟแดง นอกจากนี้พวกที่ฝ่าไฟเหลืองก็มีโทษเช่นเดียวกับฝ่าไฟแดง แต่จะไม่ตัดแต้ม2. จอดติดสัญญานไฟแดงทับเส้นขาวด้านหน้า3. จอดรถติดสัญานไฟคล่อมช่องทาง (คล่อมเส้นขาว)
วันที่เริ่มต้นใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค 51
ไฟแดงที่มีกล้องมีดังต่อไปนี้1.แยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว2.แยกบ้านม้า3.แยคลองตัน4.แยกอโศกเพชร5.แยกวิทยุ-เพลินจิต6.แยกซังฮี้7.แยกพญาไท8.แยกโชคชัย9.แยกนิด้า10.แยกอุรุพงษ์11.แยกประดิพัทธ์12.แยกรัชดาฯ-พระราม
413.แยกลำสาลี14.แยกบ้านแขก15.แยกบางพลัด16.แยกนรินทร17.แยกราชประสงค์18.แยกอโศกสุขุมวิท19.แยกสาทร20.แยกตากสิน21.แยกโพธิ์แก้ว22.แยกพัฒนาการ-ตัดรามฯ23.แยกร่มเกล้า24.แยกศุลกากร25.แยกเหม่งจ๋าย26.แยกท่าพระ27.แยกประเวศ28.แยกอังรีดูนังต์29.แยกประชานุกูล30.แยกบางโพ
ปรับ ค่าปรับมีอัตราเดียว 500 บาท เป็นความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ข้อหาขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง มาตรา 22 (2) มีโทษตามมาตรา 152 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และตัดแต้ม 40 คะแนนใครเลี่ยงบาลีเอากระดาษปิดป้ายทะเบียนหวังหลบเลี่ยง โดนปรับเพิ่ม เรียนทุกคนเพื่อทราบ
ดังที่บอกนะครับ "เพื่อทราบ" หากใครโดนจริงก็ช่วยแจ้งให้ทราบด้วย :)
ถ้าเป็นมาตรการจริงก็ต้องประชาสัมพันธ์กับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนด้วย เพราะไม่เช่นนั้นก็จะหาว่าทำแล้วไม่บอกกล่าวล่วงหน้า :-)
จะให้ดีน่าจะติดป้ายทุกสี่แยกไปเลยว่ามีการตรวจจับคนทำผิดด้วยกล้อง เมื่อทุกคนทราบผลที่จะตามมา ตามหลักเศรษฐศาสตร์บอกว่า คนตอบสนองต่อแรงจูงใจ ดังนั้น ใครที่คิดจะฝ่าไฟแดง ไฟเหลือง ก็ต้องชั่งใจให้ดี ว่าไปเร็วขึ้นสองนาทีคุ้มกับห้าร้อยบาทหรือเปล่า? แบบนี้น่าจะดีนะครับ ทำให้คนระวังกันมากขึ้น แต่อยากเสนอแนะว่าให้ไปติดบนทางด่วนด้วย พวกที่ขับปาดไปมา หรือ ตามท้องถนนที่มีรถสัญจรมากจะได้มีวินัยมากขึ้น
Merry X'mas ทุกท่านครับ (ถึงชลด้วย)











