Comments: 0
ทฤษฎีพัฒนาคนให้มีความสุข Amartya SEN และ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
วันที่ 11-12 กรกฎาคมนี้ ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน กรุงเทพมหานคร มีการการจัดการประชุมนานานาชาติเรื่อง "ทางเลือกในการพัฒนาและเศรษฐกิจพอเพียง" โดยไฮไลท์ของงาน คือ ปาฐกถาของ อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ในปีพ.ศ. 2541
ผมเห็นข่าวนี้ในมติชนฉบับวันที 11 ก.ค. 50 หน้าที่ 36 เลยสรุปและคัดลอกบางส่วนมาให้อ่านเล็กน้อย เพราะตัวเองไม่สามารถไปร่วมได้ (ท่านใดทราบว่าสามารถหาอ่านบทความ หรือ รับฟังการบรรยายในรูปไฟล์เสียงหรือพร้อมภาพด้วยได้จากที่ใด ช่วยแนะนำด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้เลย)
อ. จุรี วิจิตรวาทการประธานศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม นิด้า ได้กล่าวถึงที่มาของการสัมมนาว่า
"ในหลวงทรงให้สติกับสังคมไทยหลายครั้ง ท่านมีพระราชดำริว่า การพัฒนาประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาพร้อมกันทุกภาคส่วน"
"แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นทางสายกลาง ไม่รีบก้าวจนล้ม เน้นการพัฒนาคน มีความเป็นธรรม มีความรอบรู้และมีคุณธรรม การพัฒนาต้องไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เพื่อทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า"
อมาตยา เซน ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาคนหนึ่งของโลก ผลงานสำคัญคือเขาคิดค้นและเสนอทฤษฎีด้านการเลือกทางสังคมและความเสมอภาค ผลงานหลายชิ้นของ เซนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน และ เน้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจควบคู่กันไป ไม่ได้เน้นแต่การจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น
แนวคิดของเซนสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงตามหลักที่การพัฒนาควรจะเป็น คือ การพัฒนาคนให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข พอใจในสิ่งที่ตนมี และ ไม่บริโภคหรือผลิตจนเกินกำลัง (ทุน เงิน แรงกาย หรือ ความสามารถ) ของตัว อันจะทำให้ไม่สามารถมีภูมิคุ้มกันภัยที่ดีได้ ด้วยเหตุที่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและพระราชกรณียกิจที่ในหลวงได้ทรงอุทิศพระวรกายและพระวิริยะอุตสาหะในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทาง UNDP ถวายรางวัลเกียรคิยศด้านการพัฒนาแด่ในหลวงของเราเมื่อปีที่แล้ว (ดังรูปด้านล่างนี้ ผมใช้ลิงค์จากนสพ.ผู้จัดการ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2549)
เราคนไทยควรจะน้อมนำปรัชญาแนวคิดที่พระองค์ท่านพระราชทานให้นี้มาปรับใช้กับตัวเองให้มาก ให้แพร่หลาย เพื่อที่ประเทศไทยจะได้มีภูมิคุ้มกันภัยที่ดี อย่างในเวลานี้มีทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ค่าเงินแข็ง ผู้ส่งออกของไทยล้วนเดือดร้อนกัน นี้เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องเตรียมพร้อมต่อวิกฤตหรือความผันผวนของเศรษฐกิจไทยและโลก เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่การดำเนินธุรกิจของเราถูกผูกโยง (หรือเราไปผูกตัวเองไว้) กับรถไฟขบวนใหญ่ที่เรียกว่า "โลกาภิวัตน์"
บางที... แทนที่เราระวังว่ากลัวตกขบวนรถไฟนี้ (รีบพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ลืมพัฒนาคน ลืมเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม) แต่ขณะนี้เราขึ้นมาแล้ว เราอาจต้องทบทวนว่าเราจำเป็นต้องนั่งรถไฟขบวนนี้ต่อไปหรือไม่ เมื่อเรารู้ว่าหนทางการพัฒนาแบบนี้ไม่ยั่งยืน แล้วเราควรทำอย่างไร หากจะลงจากรถไฟแล้วเราจะเดินไปตาม "ทางสายกลาง" ของเรา เราควรทำอย่างไร
Other Posts By This Blogger
- Older « 10 ปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจ
- Newer » ใครผลิต iPod?





Comment on this Post