Page Visits: 1527
Comments: 4

ใครผลิต iPod?

สำหรับอเมริกันชน การที่ iPod เป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสัญชาติอเมริกา ย่อมดีกว่าเป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่นหรือเกาหลี เพราะส่วนแบ่งของมูลค่าเพิ่มจำนวนมากยังตกอยู่ในประเทศของเขา...หากผู้ผลิตในไทยทำนวัตกรรมที่เป็นที่แพร่หลายหรือเป็นที่นิยมบ้างก็คงจะดีไม่น้อย

ผมเดาว่าร้อยละ 80 ของคนที่เปิดโพสนี้อ่านรู้จัก iPod แต่คงมีไม่มากที่รู้ว่าใครกันแน่ที่ผลิต iPod แม้ว่าจะพลิกดูด้านหลังแล้วเห็นว่า “Designed by Apple California. Assembled in China” ก็ตาม คำถามคือใน Apple iPod เครื่องหนึ่งมีผู้ผลิตใดบ้างอยู่ในห่วงโซ่แห่งมูลค่าระดับโลก หรือ Global Value Chain และ ใครบ้างที่เป็นผู้เล่นสำคัญ และ ใครได้ส่วนแบ่งเท่าไรจากการขายเครื่อง iPod เครื่องนั้น 

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ผลิตสินค้าในจีน ในไต้หวัน ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่เช่น IBM หรือ HP รวมถึงบริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีเองก็อาศัยเครือข่ายการผลิตระดับโลกนี้ ในการกระจายการผลิต (หรือแม้แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่) แก่บริษัทประเภท Contract manufacturers (CMs) หรือ ผู้ผลิตที่มีความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์เอง (Original design manufacturer: ODMs) ที่อยู่ในจีน ผู้ผลิตเหล่านี้ไม่ได้ให้บริการเฉพาะแรงงานประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่จะเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการออกแบบและพัฒนาสินค้าหรือชิ้นส่วนตามที่ลูกค้าต้องการได้ด้วย จุดแข็งของบริษัทเหล่านี้ทำให้ลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกสามารถประหยัดต้นทุนการพัฒนาลงไปได้มาก และ อาศัยชิ้นส่วนที่พัฒนาโดยผู้ผลิตเหล่านี้มาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ในขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาของลูกค้า (บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของตราสินค้า) และ ผู้ผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องใกล้ชิดกันมาก ผู้ผลิตประเภท CMs และ ODMs มีมากในไต้หวัน ในสิงคโปร์ และเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ที่จีนมีเยอะมาก (ผมคิดว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทลูกของบริษัทไต้หวันอีกที่ที่มาอาศัยค่าแรงราคาถูกในจีน) 

งานศึกษาของนักวิจัยจาก University of California, Irvine ชิ้นนี้ได้ให้ภาพอะไรบางอย่างที่น่าสนใจว่าใครผลิตเครื่องเล่น iPod และได้ส่วนแบ่งเท่าไรจากสินค้าที่เกิดจากนวัตกรรมระดับโลกนี้  การศึกษานี้ใช้เครื่อง iPod 30GB ที่มีราคาขายปลีกที่ $299 เป็นโมเดลพื้นฐานในการศึกษา ส่วนประกอบสำคัญของเครื่อง iPod คือ Hard drive ผลิตโดยโตชิบา ราคา $73 รองลงมาคือชุดแสดงผล (display module) ราคาประมาณ $20 และ อันดัยสามและสี่คือ vdo/multimedia processor chip ($8) และ controller chip ($5) นักวิจัยสองคนนี้พยายามแยกส่วนประกอบของ iPod ออกมาและพยายามค้นหาว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีมูลค่าเท่าไร ใครผลิต เพื่อจะดูว่าในที่สุดแล้วใน iPod เครื่องหนึ่งผู้ผลิตใดบ้างมีส่วนร่วมในมูลค่าเพิ่มทั้งหมด จากการประมาณของผู้วิจัย เขาพบว่า Hard drive ของโตชิบามีราคา $73 ซึ่งสามารถแยกส่วนออกมาได้ว่าเป็นมูลค่าของส่วนประกอบต่างๆ และ ค่าจ้างแรงงานทั้งสิ้น $54 ซึ่งโตชิบาใช้ฐานการผลิตในจีนเพื่อประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้น มูลค่าเพิ่มที่ Toshiba เพิ่มให้แก่ Hard drive นี้คือ $19 มูลค่าเพิ่มส่วนนี้ตกเป็นของประเทศญี่ปุ่น (เพราะสัญชาติของบริษัทเป็นญี่ปุ่น) ซึ่งก็คือค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน (ค่าพัฒนาชิ้นส่วนเหล่านี้ขึ้นมา ฯลฯ) นั่นเอง ดู Table 1 งานชิ้นนี้ ประกอบ  

นักวิจัยก็ทำวิธีการนี้ไล่ไปในทุกชิ้นส่วนของ iPod รุ่นนี้ ซึ่งเป็นงานที่หนักมากและใช้ความพยายามมาก แม้ตอนนี้จะยังไม่เสร็จก็ตาม แต่ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมดมีค่าเท่ากับ 144.4 ดอลลาร์สรอ. จะเห็นได้ว่า ส่วนต่างจากราคาขายปลีกคือ 154.6 เหรียญฯ จะเป็นส่วนแบ่งของขั้นตอนขายปลีก คือ ตัวแทนจำหน่าย ผู้กระจายสินค้า และ กำไรของบริษัท Apple ผู้วิจัยได้คำนวณว่าหากเครื่องเล่นนี้ขายในอเมริกา (ผ่านร้านค้าปลีก) มูลค่าเพิ่มจะตกแก่ตัวแทนจำหน่ายและผู้กระจายสินค้ารวมกัน 75 เหรียญฯ และ อีก 80 เหรียญฯจะเป็นกำไรของบริษัท Apple

จากการคำนวณข้างต้น แม้เครื่องเล่น iPod จะผลิตในจีน แต่สุดท้ายแล้วคนอเมริกันจะได้รับส่วนแบ่งของสินค้านี้มากกว่าครึ่งหนึ่ง และ ผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์นี้ คือ บริษัท Apple ได้ส่วนแบ่งสูงมากถึง 1 ใน 4 ของราคาขายปลีก ในขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ กว่า 451 ชิ้นส่วนในเครื่องเล่นนี้ ไม่ได้ส่วนแบ่งมากนักในห่วงโซ่แห่งมูลค่านี้ จากการศึกษาชิ้นนี้ทำให้เราทราบถึงคำตอบสุดท้ายว่า ผู้ที่จะได้รับส่วนแบ่งจากสินค้ามากที่สุดก็คือผู้ที่คิดค้น หรือ ทำนวัตกรรมสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคยินดีจ่ายนั่นเอง  ในวรรณกรรมเกี่ยวกับ Global Production Network นี้  Apple ถือว่ามีบทบาทเป็น Lead firm ในห่วงโซ่การผลิตระดับโลกนี้ บทบาทสำคัญของผู้นำคือ การเป็นเจ้าของความรู้หรือเทคโนโลยีของสินค้านั้น และ เป็นผู้กุมช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า (สำหรับผู้สนใจสามารถ google คำว่า Global production network ดูได้ครับ)

 

ดังนั้นสำหรับอเมริกันชนแล้ว การที่ iPod เป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสัญชาติอเมริกา ย่อมดีกว่าเป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่นหรือเกาหลี เพราะส่วนแบ่งของมูลค่าเพิ่มจำนวนมากยังตกอยู่ในประเทศของเขา (คือแรงงานของบริษัท Apple ของตัวแทนจำหน่าย และ ของบริษัทกระจายสินค้าเป็นต้น) หากเป็นสินค้าของประเทศอื่นๆ มูลค่าเพิ่มก็เป็นของประเทศอื่น อ่านแล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าแล้วคนไทยล่ะ มีสินค้าดีๆ ที่คิดค้นและพัฒนาโดยคนไทยมากแค่ไหน หากผู้ผลิตในไทยทำนวัตกรรมที่เป็นที่แพร่หลายหรือเป็นที่นิยมบ้างก็คงจะดีไม่น้อย

Section: Miscellaneous
License: All Rights Reserved Copyright
Created: 11 August 2007 00:01 Modified: 11 August 2007 01:02 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

Other Posts By This Blogger

Comments

1.
แกะดำ [IP: 203.153.189.1]
on 11 August 2007 01:02
#469 [ translation missing: en-US, report_abuse ]
  • ขอบคุณมากครับที่ให้ความรู้ 
  • เป็นบันทึกที่กระตุ้น และให้ข้อคิดดีมากครับ
  • ดูไปก็คล้าย ๆ กับปลาใหญ่กินปลาเล็ก แม็คโคร บิ๊ก C นะครับ ว่าแต่ว่า ไทยเราจะทำอย่างไรดี
  • โชคยังดีนะที่เราพอจะรู้ทันเขามากขึ้น ไม่แปรรูปให้เขากินเรียบแบบอาเจนติน่า ไม่วิ่งตามออกกฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมาย  ICT ผูกมัดตนเอง ตามทางที่เขาต้อน ยังดีที่ยังพอมีของปลอมเลียนแบบให้ใช้บ้าง อิ อิ..
2.
พิชิต [IP: 203.151.232.70]
on 05 September 2008 15:05
#1354 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

เห็นด้วยกับคุณแกะดำครับ จริงๆ เราน่าจะทำอย่างเขาได้...คนไทยที่เก่งๆ ก็มีมากครับ..แต่เรายังขาดคนส่งเสริมอย่างจริงจัง...จริงหรือเปล่าครับหรือว่าผมเข้าใจผิด...ช่วยเตือนกันด้วยนะครับ ?? หรือบางทีเราคิดได้ก็โดนคนชาติอื่นซื้อตัวไปกันหมด...บ้านเราก็เลย...อด ได้พัฒนา

3.
กระต่ายน้อย [IP: 58.8.16.97]
on 04 July 2009 15:22
#2511 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

ขอบคุนมากครับ อ. สำหรับบทความดีๆ ไม่ได้อ่านมานานละครับ

ปล. ถ้าไทยผลิตนวัตกรรมแบบแตกต่างจากคนอื่นได้จริง ส่วนเกินจะตกอยู่ในไทยจริงเหรอครับ เทคโนโลยีที่พัฒนาคิดค้นโดยคนไทยหลายๆอย่างในปัจจุบันยังไม่สามารถทำให้คนในประเทศใช้ได้เลย แล้วต่างประเทศเขาจะใช้กันเหรอครับ ถ้าขายไม่ได้มันก็คงไม่มีส่วนเกิน ถูกมั้ยครับ ขอคำชี้แนะด้วยครับ...

4.

กระต่ายน้อยพูดถูกว่าเราต้องทำอะไรที่คนไทยต้องการใช้ก่อน แล้วถึงจะมีโอกาสได้ส่วนเกิน เป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่ายังมีสิ่งที่คนไทยพอจะคิดพัฒนาให้เหมาะกับบริบทกับชีวิตของคนไทย แต่ก็อย่างที่เราทราบกันคือการพัฒนาอะไรใหม่ๆ มีความเสี่ยงมากมาย ผู้ลงทุนต้องพิจารณาเรื่องเหล่านี้ให้ดี

ตัวอย่างที่ผมเห็นว่าคนไทยไม่ได้ใช้กันแพร่หลาย แต่ต่างชาติเขาใช้คือ ลูกบอลดับเพลิงทีั่ขายไปทั่วโลก

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 38.107.191.84
Message:  
Load Editor
Security Code:
   
  Cancel or Preview or