Comments: 2
ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สรุปจากการบรรยายของคุณวัลลภ
วันนี้ไปฟังคุณวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ บรรยายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ฮิโรชิมา
คุณวัลลภได้อัพเดทว่า ขณะนี้ บีโอไออนุมัติการลงทุนแล้วหกราย คือ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ ซูซูกิ และ ทาทา ในขณะที่โครงการของ โฟล์คสวาเกนยังไม่อนุมัติ รวมกำลังการผลิตเฉพาะรถอีโคคาร์นี้มีประมาณ 700,000 คัน เมื่อบวกกับการผลิตของอุตสาหกรรมในปีนี้อีก 1.4 ล้านคัน ก็น่าจะเชื่อได้ว่า ภายในปี 2011 จะมีการผลิตถึงสองล้านคัน ตามแผนที่ี่ทางสถาบันวางแผนไว้พอดี ประเทศไทยก็จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 9 หรือ 10 ของโลก
คำถามที่เราถามกันว่า "แล้วไทยได้ประโยชน์อะไรจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ" คำตอบมีมากมาย เช่น การจ้างงาน การได้เงินตราต่างประเทศ และ การพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของผู้ผลิตไทย (ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี และ ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง) ประเด็นที่ผมสนใจทำวิจัยคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วน หรือ อุตสาหกรรมสนับสนุนของประเทศไทย ซึ่งในช่วงสี่ห้าปีที่่ผ่านมา ภาครัฐบาลของไทยและญี่ปุ่นได้ทำโครงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยผู้ผลิตญี่ปุ่นสี่รายให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค คือ โตโยต้า สอนวิธีการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System), ฮอนด้า สอนเรื่องการทำแม่พิมพ์และการออกแบบ, เดนโซ่ เน้นการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาการผลิต, นิสสันเน้นเรื่องการสร้างระบบการประเมินทักษะความเชี่ยวชาญ (โดยมีแขนงความเชี่ยวชาญหลายสาขา) ซึ่งเขาใช้ระบบเดียวกับที่ทางญี่ปุ่นใช้ประเมินความสามารถของบุคลากร และ จากการนำเสนอของคุณวัลลภ ทำให้ทราบว่าบริษัท ออโตอัลลายแอนซ์ ก็ได้เข้าร่วมการอบรมแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนด้วย นี่เป็นอีกหลักฐานหนึ่งว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมไทยทำให้ผู้เล่นหลัก (ผู้ผลิตรถยนต์) ต้องช่วยเหลือเพื่อยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยีของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เพราะว่าหากผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไม่เข้มแข็ง แผนการผลิตก็ไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จได้
ผมเคยไปดูการทดสอบทักษะการเขียนแบบครั้งหนึ่ง (ส่วนหนึ่งของโครงการของนิสสัน) ก็เห็นว่ามีกลุ่มคนไทยได้รับการสอนเขียนแบบและพัฒนามาเป็นผู้สอนและผู้ประเมิน ดังนั้นเมื่อบุคลากรสามารถทำงานได้ดีขึ้น หน่วยผลิตก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับทราบคือ คนญี่ปุ่นและบริษัทญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับ Certificate ความเชี่ยวชาญที่คนงานได้รับ เพราะมันจะผูกกับค่าจ้างและการเติบโตในอาชีพการงานด้วย แต่ในเมืองไทย ผมว่าเรื่องนี้ย้งไม่เป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติ" ในการจ้างงาน ผมรู้จักคนญี่ปุ่นท่านหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหล่อโลหะ (ชิ้นส่วนเครื่องยนต์) เขาบอกว่าเขาเป็น "ช่างเทคนิค" มาสามสิบปี อยู่กับมาสด้าตลอด เขามีส่วนร่วมพัฒนาชิ้นส่วนงานหล่อของเครื่องยนต์ Mazda RX-8 ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงที่สุดของมาสด้า การเป็นช่างเทคนิคในญี่ปุ่นเป็นสิ่งมีเกียรติ และ เงินเดือนก็เพิ่มขี้นตามอายุงานและความสามารถ แต่ในเมืองไทย ทัศนคติอาจต่างกันไป การเป็น "วิศวกร" จะเป็นที่ต้องการมากกว่าการเป็น "ช่างเทคนิค" ผมเดาว่าเป็นเรื่องของระดับเงินเดือนของตำแหน่ง แต่ผมอยากจะให้ทัศนคตินี้เปลี่ยนไป (รวมถึงเงินเดือนและการยอมรับของสังคม) เป็นเหมือนญี่ปุ่น
อุตสาหกรรมของไทยจะไม่มีทางพัฒนาไปได้หากเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญมากพอ บุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญจะช่วยให้การดูดซับเทคโนโลยีที่จะมีการถ่ายทอดเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไว้วันหลังมาเล่าต่อเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของไทยครับ
Other Posts By This Blogger
- Older « หมอพรทิพย์ พูดเรื่อง "กู้ชาติ"
- Newer » Khao Phra Viharn: Some Historica...
Comments
ฟังจากที่อาจารย์เล่าแล้ว ไม่ใช่เฉพาะแต่วิศวกรหรือช่างเท่านั้นนะคะ ในวงการอื่นๆก็เช่นกัน เรามักสรรเสริญคนที่การศึกษามากกว่าประสบการณ์ และทางเจริญเติบโตของนักวิชาการ(หรือคนที่จบปริญญา)มีอนาคตสดใสกว่าอย่างเห็นได้ชัด และด้วยเหตุนี้ ช่างเทคนิคหลายคนที่เป็นช่างหรือกำลังเรียนช่าง(หรือกลุ่มคนที่เรียนปวช.ปวส.) ในที่สุดก็ต้องผันตัวกลายเป็นบัณฑิตกันหมด(เช่นเรียนต่อให้จบปริญญาวศ.บ.หรือปริญญาตรีอื่นๆ)
ทัศนคติคงเป็นเรื่องยากเพราะเป็นเรื่องความคิดของคนในสังคม ถ้ามีการปรับโครงสร้างองค์กร การเจริญเติบโตในสายงาน และเงินเดิอนให้เห็นเป็นรูปธรรม น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ดิฉันไม่ทราบว่ามีใครเคยทดลองทำอะไรคล้ายๆแบบนี้แล้วหรือยัง??
ผมเห็นด้วยว่าความคิดของคนในสังคมมันเปลี่ยนยาก ผมคิดว่าโครงสร้างของตลาดของสื่อในบ้านเราไม่ได้เน้นที่การ "ให้การศึกษา" แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างเพียงพอ เราไม่มีรายการข่าวที่เน้นการเจาะลึก ตั้งคำถาม และ ทำวิจัย (หรือเรียกว่าทำการบ้าน) มาอย่างดี ถึงมีก็มีน้อยเกินไป และไม่อยู่ในช่องทางที่สื่อถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ ที่่เรามีมากคือการเล่าข่าว โดยไม่วิเคราะห์ข่าว รายการเกมโชว์ ละครโทรทัศน์ ซึ่งแท้จริงแล้วเราสามารถสอดแทรกทัศนคติที่ดีใส่ในละครหรือรายการโทรทัศน์ได้ แต่ผู้ผลิตรายการของเราเลือกที่จะไม่ทำ อาจจะเพราะยากเกินไป หรือ ตลาดไม่ต้องการ ถ้าคิดแบบหลัง ผมคิดว่าเขาดูถูกผู้บริโภคสื่อ อย่างสื่อในญี่ปุ่น เขามีทุกอย่าง ทั้งไร้สาระสุดๆ จนถึงประเทืองปัญญามากๆ ผู้บริโภคก็จะเลือกรับข่าวสารเอง แต่ที่ชัดเจนคือ รายการสำหรับเด็กที่นี่ดีมาก ทั้งผู้จัดและผู้แสดงล้วนแต่คัดสรรมาอย่างดี ผมเห็นว่าเขาได้สอดแทรกพื้นฐานของความเป็นชาติให้แก่เด็กตั้งแต่เล็ก ดังนั้นเด็กญี่ปุ่นแม้จะดูทีวีเยอะ แต่รายการเขาก็ได้ให้ความรู้และทัศนคติที่ดี
ในเมืองไทยมีใครทำบ้างหรือยัง ผมคิดว่ามี จากสิ่งที่ผมพบในการสัมภาษณ์ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับโรงงานเล็กๆ ผู้ประกอบการเขาเน้นเลยว่าจะต้องพัฒนาช่างเทคนิคให้ขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ช่างเทคนิคเหล่านี้จบการศึกษาเพียง ปวช. ปวส. แต่จากประสบการณ์ที่สะสมมา เขาเก่งกว่าวิศวกรจบใหม่มาก การพัฒนาคนในลักษณะนี้จำกัดเพียงในกิจการขนาดกลางและเล็ก สาเหตุหนึ่งเพราะเขาไม่สามารถ recruit วิศวกรจบใหม่ได้ซึ่งกลุ่มนี้ยินดีที่จะทำงานในโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า และ มันก็วกกลับมาที่ทัศนคติของคนในสังคมมันเปลี่ยนยาก อีกเหมือนเดิม





Comment on this Post