Comments: 0
วันสันติภาพที่เมืองฮิโรชิมา
วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นวันที่อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ฮิโรชิมา
ตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา เมืองฮิโรชิมาจะมีงานรำลึกถึงเหตุการณ์นี้เกือบทุกปี โดยถือว่าเป็นวันสันติภาพ ทุกคนที่มาร่วมงานก็จะยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต ตอนเวลา 8:15 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ระเบิดปรมาณูลูกแรกระเบิดที่เมืองแห่งนี้
ใครมาเที่ยวฮิโรชิมา มีกิจกรรมสี่ห้าอย่างที่ควรทำ คือ เที่ยวเกาะ Miyajima และ กินหอยนางรมที่เป็นอาหารลือชื่อของที่นี่, ดูพิพิธภัณฑ์ Atomic bomb, กิน Okonomiyaki สไตล์ฮิโรชิมา ซึ่งมีเอกลักษณ์ของตัวเอง (ต่างจากที่อื่นๆ ในญี่ปุ่น), และ ท้ายสุดก็หา สาเกของเมืองซัยโจ ที่มีชื่อติ ดอันดับของญี่ปุ่น (เพราะที่นี่เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี) ใครมาช่วงเดือนตุลาคม จะมีเทศกาลสาเก (Sake Matsuri) ซึ่งมีเหล้าสาเกจากทั่วญี่ปุ่นมาให้ชิม วันนั้นก็จะมีคนเมาเต็มไปหมด ดูรูปได้จากอัลบั้มนี้ได้ครับ ผมร่วมงานนี้ครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อน เห็นแล้วก็ประทับใจเพราะมีนักร้องเพลงลูกทุ่งญี่ปุ่น (Enga) มาร้องมากมาย คนฟังก็ดื่มสาเกกัน เมากันน่าดู แต่พวกนี้ไม่มีตีกัน ไม่มีเมาแล้วขับเหมือนบ้านเรา ไม่มีรูดทรัพย์คนเมา... ไม่งั้นคงจัดไม่ได้ทุกปีหรอกครับ ปีนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้อยู่ร่วมกับเขาหรือเปล่า เพราะเดือนตุลาคมต้องกลับไทยช่วงหนึ่งเพื่อเก็บข้อมูล
อยู่ญี่ปุ่นก็ดีครับ อากาศดี มีเวลานั่งคิดเรื่องการทำวิจัย มีเวลาอ่านหนังสือ มีเวลาเขียนงาน เขียน blog ฯลฯ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นมากกว่าคนที่อยู่เมืองไทยคือคิดถึงเมืองไทยที่เคยอยู่เมื่อสิบปีก่อน ตอนนี้มีเรื่องวุ่นๆ มากมายในเมืองไทย เพื่อนผมยังทักว่าทำไมผมถึง "อิน" กับเรื่องอธิปไตยชาติไทยแถวเขมรนัก ผมงงและนึกในใจ "อ้าว แล้วคนไทยทั้งประเทศเขาไม่ "อิน" กันหรอกรึ?" ผมอาจจะฟุ้งซ่านเพราะมีเวลามากไปก็ได้ หรือเป็นเพราะผมอยู่ไกลบ้านเลยเป็นมากกว่าคนที่อยู่เมืองไทย
จริงๆแล้วผมไม่เคยไปเที่ยวปราสาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พระวิหาร พนมรุ้ง ตาเมือน ฯลฯ ไม่มีความผูกพันใดๆ แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ควรเสีย แม้จะเป็นพื้นที่ทับซ้อน รัฐบาลก็ควรจะมีวิธีการจัดการได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ผมเข้าใจทุกคนที่อยู่เมืองไทยก็คงเป็นห่วงเหมือนกัน แต่ทุกคนมีชีวิตดำเนินอยู่ได้ มีงานต้องทำต้องส่ง มีครอบครัวต้องดูแล ต้องซื้อข้าวซื้อของ ต้องส่งลูกไปโรงเรียน ฯลฯ ผมไปเมืองไทยเพื่อเก็บข้อมูลเมื่อเดือนก่อนก็ได้เห็นภาพเช่นนี้ ในขณะที่ทางใต้ก็ไฟลุกโชน ทางอีสานก็มีปัญหาเรื่องดินแดน แต่คนไทยก็มาตีกันเอง เขมรดูคงนั่งหัวเราะ ในขณะที่คนกรุงเทพฯก็ยังใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังที่ หมวดตี้ กล่าวไว้ใน blog เขาว่า
"... กลับไป กทม.ครั้งที่ผ่านมา เห็นความสุขของคนเมือง บางครั้งก็คิดนะว่า
... เฮ้ย ... ไมกุต้องมาทำแบบนี้ อายุแค่ยี่สิบสาม
น่าจะเป็นช่วงที่หาความสุขให้กับชีวิต อยากเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่อยาก ..."
เป็นเวลาหกปีนับแต่ผมเรียนจบและกลับไปสอนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ ถึงวันนี้ ผมเห็นว่าความสมัครสมานสามัคคีของคนไทยลดลง มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และ คนเห็นแก่เงิน อามิสสินจ้าง สินบน กันมากขึ้นในทุกระดับ และ ที่แย่มากที่สุดคือจริยธรรมของนักปกครองต่ำลงอย่างน่าใจหาย ผมเชื่อมั่นว่าหากเรื่องพระวิหารเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน คนไทยจะเป็นปึกแผ่นและรวมตัวกันต่อต้านเรื่องนี้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์ดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างแน่นอน หลายอย่างเปลี่ยนไปมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา
นี่คงเป็นบททดสอบที่สำคัญของประเทศไทย หากเราก้าวข้ามไปได้ก็คงพัฒนาไปได้อีกไกล แต่ถ้าเราผ่านไปไม่ได้ อีกไม่เกินสิบปีเราก็จะต้องไล่ตามเวียดนาม อีกยี่สิบ สามสิบปีเราคงต้องไล่ตามพม่า ลาว เขมร เพราะทรัพยากรของเราไม่มีแล้ว คนไทยอาจต้องไปขายแรงงานในเขมรหรือในพม่าก็ได้ แม้วันนี้เราเดินนำคนอื่นในภูมิภาค แต่ถ้าคนอื่นเริ่มวิ่งและวิ่งอย่างพร้อมกัน สามัคคีกัน มันก็เหมือนเรากำลังเดินถอยหลัง ผมคิดว่าคนไทยไม่ได้มีความสามารถด้อยกว่าคนชาติใดในโลก เพียงแต่การพัฒนาประเทศนั้นเหมือนกับเกมวิ่งผูกขากันหลายๆคน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เราต้องก้าวไปพร้อมกัน ทำงานเป็นทีม ทำอย่างมียุทธศาสตร์ การทำงานเป็นทีมที่มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาประเทศคือสิ่งที่ประเทศไทยขาดแคลนอย่างมาก
อ้อ จริงๆ เราก็มีการทำงานเป็นทีมที่แข็งแกร่งอยู่ทีมหนึ่ง แต่เสียดายที่ทีมนี้เก่งเรื่อง โกงชาติ ปล้นชาติ และ ขายชาติ
ขอให้สันติภาพและสันติสุขจงอยู่กับคนไทยโดยเร็วเถิด สาธุ!!
Other Posts By This Blogger
- Older « คิวต่อไป "ปราสาทตาเมือนธม"
- Newer » สู้ สู้ โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์










