Page Visits: 3748
Comments: 10

พอเพียง เพียงพอ?

ถ้าคนเรามีความพอเพียงในจิตใจก็จะมีความสุขได้ และ ถ้าผู้นำประเทศและข้าราชการทุกหมู่เหล่าปฏิบัติตามแนวเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธหรือเศรษฐกิจพอเพียงก็จะสามารถทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้อย่างยั่งยืน

ช่วงนี้มีข่าวถกเถียงกันระหว่างแนวคิดเศรษฐกิจแบบตะวันตกกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกันเยอะ สาเหตุมาจากความแตกต่างเชิงประวัติศาสตร์การพัฒนาและแนวคิดพื้นฐานของคนสองกลุ่ม โดยเฉพาะแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาการดำเนินชีวิตและศาสนา แนวคิดแบบตะวันตกนั้นเน้นการตลาดแบบเสรีให้กลไกราคาเป็นตัวจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ ในระบบนี้การบริโภคของภาคครัวเรือน การลงทุนของภาคเอกชน การใช้จ่ายของภาครัฐ และ ภาคการส่งออก จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจเติบโต (เช่น GDP เติบโต) ระบบนี้จะเน้นให้คนบริโภคและภาครัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นให้ภาคเศรษฐกิจขยายตัว แต่อาจจะไม่ได้ฉุกคิดกันว่าการบริโภคนั้นเป็นไปเพื่อความต้องการที่แท้จริงหรือความต้องการเพื่อตอบสนองกิเลส ซึ่งเรื่องในเรื่องความต้องการนี้เองที่เป็นจุดต่างระหว่างแนวคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักกับ "เศรษฐกิจพอเพียง

แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็น"ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดรวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทางสายกลาง คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ" (จาก  HYPERLINK "http://www.sufficiencyeconomy.org/show.php?Id=134" http://www.sufficiencyeconomy.org/show.php?Id=134) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ (ช่วงพ.. ๒๕๔๑ หรือ ๒๕๔๒) ที่ประชาชนเดือดร้อนเพราะใช้จ่ายเกินตัว ลงทุนเกินตัวเพื่อมุ่งหวังความสุขแบบฉาบฉวย เป็นทางออกจากวังวนการบริโภคหรือการผลิตตามระบบตลาดที่คนไทยจำนวนมากกำลังเดือดร้อนเพราะ "รู้ไม่เท่าทัน"

อันที่จริงแล้ว แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนี้ก็เป็นวิถีหนึ่งที่มีชาวตะวันตกเสนอขึ้นเพราะเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจแบบที่ทำกันมาคือบริโภคนิยมนั้นอาจไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืนก็ได้ นักคิดท่านนี้คือ Prof. E.F. Schumacher ในหนังสือเรื่อง "Small is Beautiful" (ผู้สนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมจากลิงค์ต่อไปนี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Small_Is_Beautiful)  หรือ ในฉบับแปลเป็นภาษาไทยคือ "จิ๋วแต่แจ๋ว" หรือ "เล็กนั้นงามผมเคยอ่านฉบับแปลเล่มแรก คือ "จิ๋วแต่แจ๋ว" เมื่ออ่านและก็พบว่าแนวคิดของผู้เขียน (Schumacher) จะเป็นแนวคิดตะวันออกและใกล้เคียงกับแนวคิดของศาสนาพุทธมากทีเดียว ซึ่งในประเด็นเดียวกันนี้ได้มีการขยายความให้เข้าใจได้ง่ายและมีอรรถรสแห่งธรรมโดยท่านประยุทธ์ ปยุตโต ท่านได้แสดงปาฐกถาธรรมเรื่อง เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ในวันครบรอบ ๗๒ ปีของอ.ป๋วย ในวันที่ มีนาคม ๒๕๓๑ ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ ในปาฐกถาธรรมครั้งนี้ ท่านได้กล่าวถึงแนวคิดของ Schumacher เช่นกัน ในหนังสือเล่มนี้เมื่ออ่านแล้วก็จะเห็นได้ว่าถ้าคนเรามีความพอเพียงในจิตใจก็จะมีความสุขได้ และ ถ้าผู้นำประเทศและข้าราชการทุกหมู่เหล่าปฏิบัติตามแนวเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธหรือเศรษฐกิจพอเพียงก็จะสามารถทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้อย่างยั่งยืน (หากท่านใดสนใจก็อ่านหนังสือของ อาจารย์อภิชัย พันธเสน ได้ครับ เรื่องเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ก็จะได้รสชาติของธรรมะและเศรษฐศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน)

ปัจจุบันคนพูดแต่คำว่า "พอเพียง หรือ พอประมาณ" แต่อาจจะให้ความสำคัญกับหลักสำคัญอื่นๆ เช่น "มีเหตุมีผล" และ "มีภูมิคุ้มกัน" ไม่มากนัก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็ยังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เพราะเป็นปรัชญา คนที่จะปฏิบัติได้จำเป็นต้องมี "ความรู้" เท่าทันกับ "ความต้องการ" ของตัวเองและแนวการพัฒนาที่เหมาะสมของประเทศ คนที่สนใจพุทธศาสนาจะเข้าใจได้ เพราะในหลักศาสนามีการพูดถึงความแตกต่างระหว่าง "ความต้องการเสพสิ่งปรนเปรอตนที่ไม่มีขีดจำกัด" หรือ กิเลส กับ "ความต้องการคุณภาพชีวิตที่มีขอบเขตจำกัด" ซึ่งก็คือวิถีชีวิตแบบพอเพียง แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนี้จะให้ความสำคัญกับความต้องการอันหลังเป็นสำคัญ แต่ก็น่าสนใจว่าในบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพอเพียง ผมจำได้ว่าท่านสุเมธ ตันติเวชกุล ได้บรรยายไว้ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปลายปี ๒๕๔๙ ว่าบางอย่างยิ่งมากยิ่งดี สิ่งนั้นก็คือ "ความดี" ทำดีไปเถิดครับ ไม่ต้องพอเพียง ยิ่งทำตัวเราและประเทศชาติก็จะแข็งแรงขึ้นเท่านั้น

ผมเชื่อว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทย และ ประเทศในแถบเอเชียที่ให้ความสำคัญกับคนและจิตใจคน แต่การปฏิบัติให้ได้ตามแนวทางนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคน โดยเฉพาะผู้นำ หากอำนาจในการบริหารจัดการตกอยู่ในมือคนที่ไม่มีคุณธรรมก็จะแย่กันไปทั้งบ้านทั้งเมือง ดังนั้น หลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้จึงจำเป็นต้องมีคำว่า "คุณธรรม" อยู่เบื้องหลัง และ ถือเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเลยทีเดียว (ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sufficiencyeconomy.org/

จริงๆ แล้ว สำหรับผู้ที่เคยศึกษาเศรษฐศาสตร์ย่อมจะทราบว่าระบบเศรษฐกิจไม่ใช่มีเพียงระบบตลาดเสรีเท่านั้น แต่ยังมีระบบอื่นด้วย เช่น ระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (ที่ลูกหลานสืบทอดอาชีพของบิดามารดา เช่น เป็นชาวไร่ชาวนา เป็นช่างปั้น เป็นช่างทำดาบ เป็นหมอ ฯลฯ ก็จะมีการถ่ายทอดวิชาความรู้ตกทอดรุ่นต่อรุ่น แต่เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาไป ระบบนี้ก็ค่อยๆ ลดความสำคัญลง) และอีกระบบคือ ระบบวางแผนจากส่วนกลางหรือสังคมนิยม กาลเวลาได้พิสูจน์มาแล้วระดับหนึ่งว่าระบบตลาดเสรีจะมีการจัดสรรทรัพยากรและทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าระบบสังคมนิยมหรือการวางแผนจากส่วนกลาง มีการ์ตูนเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง ของ Friedrich A. Hayek นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เป็นเวอร์ชั่นการ์ตูน   "http://www.mises.org/TRTS.htm" The Road to Serfdom in Cartoons อ่านเล่นสนุกๆ ได้ที่ link ต่อไปนี้ครับ  http://www.mises.org/TRTS.htm

ขณะนี้เป็นเวลาหนึ่งที่เราอาจจะต้องมาทบทวนว่า ระบบตลาดที่เน้นส่งเสริมการบริโภคอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้นเหมาะสมกับประเทศไทย และ ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ หรือไม่ ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นช่วงที่ต้องพิสูจน์กันว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีผู้นำเข้มแข็ง (จนคล้ายกับระบบเผด็จการ) ที่รวมอำนาจการวางแผนการตัดสินใจไว้ที่คนคนเดียว มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการ (เช่น ควบคุมการออกเสียงของสมาชิกสภา ควบคุมมวลชน และ ที่สำคัญคืออำนาจควบคุมกองทัพ) ก็อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายและความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร เพราะจะมีการจัดสรรงบประมาณไปในทางที่ตนต้องการ ทำให้เกิดการถลุงใช้ทรัพยากรของรัฐที่อยู่อย่างจำกัด เพื่อพวกพ้อง เพื่อผลประโยชน์เฉพาะตนและครอบครัว หรือ เพื่ออนาคตทางการเมืองของตนและกลุ่มเท่านั้น  (ผมหมายถึงในการ์ตูนข้างต้นนะครับ อย่าคิดเป็นอื่นเพราะ ฮิตเลอร์ก็มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน) ภายใต้ระบบเช่นนี้การพัฒนาประเทศก็ไม่ยั่งยืนเช่นกัน เราก็คงต้องช่วยกันคิดว่าเราจะเอาอย่างไร จะไปทางไหน 

เรามาเริ่มโดยสนใจและศึกษา จากนั้นก็ลองนำแนวคิดแบบพอเพียงมาใช้โดยเริ่มต้นกับตัวเราก่อนก็น่าจะดีนะครับ  :-)

Created: 21 February 2007 16:54 Modified: 08 August 2007 02:27 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

Other Posts By This Blogger

Comments

1.

ผมว่าความยาก หรือจุดอ่อนของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือนิยามที่เป็น subjective มาก

ที่เห็นหลาย ๆ ครั้ง อะไรที่คนพูดไม่เอาด้วย ก็จะโดนว่าว่าไม่ "พอเพียง" อะไรที่คนพูดเอาด้วย ก็จะบอกว่า เป็นสิ่งจำเป็น (คำฮิต: มี potential) และถ้าไม่ทำก็จะตามเขาไม่ทัน

ถ้าคำว่าพอเพียงมันจับไม่ได้ไล่ไม่ทันขนาดนี้ ผมว่าสุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ "โวหาร" เท่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผมยังไม่ค่อยเห็นนักวิชาการ  นักวิจัยไทย ศึกษาแนวคิดนี้อย่างเป็นวิชาการเท่าใดเลย

เช่น ผมเองก็อยากทราบคำตอบ (อย่างเป็นวิชาการ) ของคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้าพอเพียงกันทั้งระบบ จะไปรอดหรือเปล่า?

นักวิจัยไทย โอบกอดแนวคิดนี้ (เช่นที่เห็นในงานประชุมสกว เมื่อปีที่แล้ว) โดยผมไม่เห็นเลยว่าจะมีการพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องดัีงกล่าวในเชิงวิชาการ  หรือว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นเรื่องของศาสนา?

2.
หมายเหตุ (เพิ่มเติม): ผมเองก็ไม่ได้พยายามค้นคว้าสักเท่าใดว่ามีคนทำเรื่องพวกนี้หรือเปล่า... ผมเขียนเอาจากความรู้สึกที่ได้พบในงานประชุมของสกว. เมื่อปีที่แล้ว และจากที่ได้ยินได้ฟังมาน่ะครับ.... คือถ้ามีคนศึกษาเรื่องพวกนี้ ผมก็อยากทราบ/รับรู้ข้อมูล เหมือนกันน่ะครับ
3.
ชลนภา อานแก้ว [IP: 203.151.216.4]
on 22 February 2007 12:19
#130 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

ขอทราบแนวคิดของอาจารย์เกรียงไกรเกี่ยวกับการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการทำวิจัยในประเทศไทยบ้างค่ะ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับนักวิจัยอีกหลายๆท่าน

4.

อ่านแล้วน่าสนใจมาก โดยเฉพาะคำว่า Small is Beautiful รวมทั้งสามารถติดตามรายละเอียดจากแหล่งข้อมูลใน Website ได้

5.
โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ [IP: 125.25.78.119]
on 24 February 2007 16:40
#134 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

ความเห็นน่าสนใจมากครับ ขอเสนออะไรบางอย่างเล็กๆน้อยๆนะครับ

ผมเห็นด้วยกับระบบเศรษฐกิจเสรี เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับระบยอื่นๆ เช่น บุพกาล หรือศักดินา หรือสังคมนิยมแล้ว ระบบนี้จะให้โอกาสผู้คนได้มากที่สุด และเป็นธรรมมากที่สุด (ระบบสังคมนิยมอันที่จริง เป็นธรรมมากกว่า แต่ในปัจจุบันยังเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไม่สามารถให้คนส่วนใหญ่ทำงานเพื่อคนอื่น ไม่ใชเพื่อตนเองได้)

ทีนี้ปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่ว่า ในรัฐบาลของทักษิณที่ผ่านมา รัฐกลายเป็น "ผู้เล่น" เสียเองในระบบการแข่งขันเสรีทางธุรกิจ หมายความว่า กลุ่มบุคคลที่มากุมอำนาจทางการเมืองนั้น มองตนเองเป็นผู้เล่น หรือผู้แข่งขันในระบบเศรษฐกิจ แทนที่จะมองตนเองเป็นตัวแทนของประชาชนในการจัดสรรผลประโยชน์ต่างๆ และใช้อำนาจรัฐเพื่อการนี้ แต่กลับกลายเป็นว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวใชอำนาจรัฐเพื่อการแข่งขันของตนเอง

ก็เลยเกิดปัญหาใหญ่ เพราะหน้าที่ของรัฐได้แก่การเป็น "กรรมการ" ไม่ใช่ "ผู้เล่น" หากรัฐเป็นผู้เล่นเสียเอง ก็จะทำให้วุ่นวายกันไปหมด เหมือนกรรมการลงมาเตะลูกเอง ปัญหาความยุ่งยากในประเทศที่ผ่านมา และที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบนี้

ดังนั้นหน้าที่ของรัฐก็คือ พยายาม make sure ให้ได้ว่า กลุ่มใดที่จะมาเป็นรัฐบาล จะต้องทำหน้าที่เป็น "กรรมการ" หรือ "ผู้คุ้มกฏ" ให้ได้ ไม่ใช่มาเล่นเอง หน้าที่คือจัดการต่างๆ ให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเป็นธรรม และที่สำคัญก็คือว่า จัดให้เกิดความ ยุติธรรม ให้แก่ประชาชน หรือฝ่ายที่อ่อนแอกว่าด้วย ผมคิดว่านี่เป็นหัวใจอย่างหนึ่งของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ผมว่าถ้าคิดได้แบบนี้ ไม่ต้องลงทุนไปขอให้คุณสมคิดกลับมาหรอกครับ

 

6.

ขอบคุณมากครับสำหรับความเห็นและข้อคิดที่อ.จิตร์ทัศน์ คุณชลนภา อ.วิชัย และ อ.โสรัจจ์ ได้ร่วมแสดงไว้

ผมนั่งคิดอยู่หลายวันว่าจะตอบอย่างไรดี ก็พบว่าตอบยากมาก โดยเฉพาะการตอบใน comment box นี้ ผมเลยตัดสินใจเขียนเพิ่มเติม โดยเอาความเห็นที่ปรากฎใน post นี้ไปไว้ใน Post ใหม่เลยครับ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าจะตอบคำถามได้ครบหรือไม่ ถ้ามีอะไรติชมก็กรุณาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

7.
ดร.ชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี [IP: 125.26.138.133]
on 04 August 2007 06:36
#436 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

ปัจจุบันทุกคนชอบทำตามกระแส...โปรดทำวิถีชีวิตแบบพอเพียงด้วยใจ ไม่ใช่ทำตามกระแส...น่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องมากกว่า  เพราะถ้าเราไม่มีใจให้ ก็เป็นเพียงทำตามแฟชั่นที่ทันสมัย  อีกไม่นานก็สิ้นไปตามกระแส  คำว่า"ใจ" จึงหมายรวมถึง การมีความรู้ ความเข้าใจในเหตุผลแห่งความพอเพียง(ต้องการคุณภาพชีวิตที่มีขอบเขตจำกัด หรือตัดกิเลสได้ นั่นเอง)  เพียงเท่านี้ ก็จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า "วิถีชีวิตแบบพอเพียง"  หลังจากนั้นคำว่าใจ เมื่อมีความรู้ เข้าใจแล้วต้องนำสู่ความตระหนัก แนวปฏิบัติที่เป็นค่านิยม เจตคติที่ดีงาม และคุณธรรม จริยธรรมที่ควรปฏิบัติแบบพอเพียงด้วยตนเอง ชุมชน สังคม ต่อไป

...อย่าไปท่องจำเลยคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงอะไร เพราะนั่นเป็นแค่นามธรรมที่พูดกันเป็นกระแสติดปาก ว่า "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" หันมาสร้างความตระหนักในใจเราให้ได้ก่อนว่าเราจะยึดภูมิปัญญาในการทำมาหากิน ใช้ชีวิตตามอัตภาพ ตัดสิ่งฟุ่มเฟือย หรือถามตนเองเสมอว่า "รวยแค่ไหนคือรวยเรา" แล้วพอเพียงจะอยู่ในใจเราอัตโนมัติเอง

8.
ดร.ชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี [IP: 125.26.138.133]
on 04 August 2007 06:46
#437 [ translation missing: en-US, report_abuse ]
"ลดความพอเพียงด้วยใจ ไม่ใช่กระแส " สร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก เจตคติ ค่านิยม ที่นำสู่การมีคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติตนให้ใช้วิถีชีวิตแบบพอเพียงให้ได้ก่อน  ไม่ใช่เพียงแค่พูดตามกระแสว่า "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" แต่ไม่อยู่ในใจที่จะก่อให้เกิดความตระหนัก ยังคงตัดกิเลสฟุ่มเฟือยไม่ได้ ไม่เคยถามตนเองว่า "รวยแค่ไหนคือรวยเรา"
9.
ดร.ชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี [IP: 125.26.138.133]
on 04 August 2007 06:47
#438 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

ลดกิเลสให้พอเพียง ด้วยใจ  มิใช่กระแส

10.
ยูโทเพียไทย [IP: 125.25.144.73]
on 10 September 2007 22:53
#522 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

ความรอบคอบ ไม่ประมาท ไม่เสี่ยงมาก เป็นหัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง 

พระบรมราโชวาทเนื่องในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517:

การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด

(จากปฐมบทของ
http://www.sufficiencyeconomy.com/ ครับ)

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 38.107.191.82
Message:  
Load Editor
Security Code:
   
  Cancel or Preview or