Ico64
Nawanan Theera-Ampornpunt
University Employee
Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital, Mahidol University
Page Visits: 2003
Comments: 13

หัวข้อวิจัยทางเวชสารสนเทศ

เวชสารสนเทศ (biomedical and health informatics) เป็นสาขาวิชาที่ว่าด้วยการบริหารจัดการข้อมูลทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพ และการศึกษาวิจัยทางชีวการแพทย์และสาธารณสุข

สาขาเวชสารสนเทศ เป็น intersection ระหว่างหลายสาขาวิชา ทั้งวิชาทางด้านสุขภาพ (health science) เช่น แพทยศาสตร์ (medicine), พยาบาลศาสตร์ (nursing), เภสัชศาสตร์ (pharmacy), เทคนิคการแพทย์ (medical technology), ทันตแพทยศาสตร์ (dentistry) และสาธารณสุขศาสตร์ (public health) เป็นต้น และวิชาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น วิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science), สารสนเทศศาสตร์ (information science) รวมไปถึงการบริหารจัดการ (management/business administration) และวิชาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (basic sciences) เช่น พันธุศาสตร์ (genetics) เภสัชวิทยา (pharmacology) เป็นต้น

ด้วยเหตุที่เวชสารสนเทศ เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างสาขาวิชาทางสุขภาพ สาขาวิชาทางเทคนิค (เทคโนโลยีสารสนเทศ) และสาขาวิชาอื่นๆ โอกาสทางการวิจัยในสาขานี้จึงมีมากมาย ทั้งที่เน้นทางด้านการแพทย์ (ทั้งระดับสถานพยาบาล หรือระดับมหภาค คือดูที่ตัวระบบสาธารณสุข) หรือที่เน้นทางเทคนิค เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ทางการแพทย์

สำหรับเวชสารสนเทศคลินิก (clinical informatics) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์ (health care delivery) หัวข้องานวิจัยทางเวชสารสนเทศ มีตั้งแต่

  • Health IT outcome research หรือ Health IT impact research คือ การวิจัยเพื่อประเมินประโยชน์ (impact) ของเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ (health IT) ต่อคุณภาพ (quality) ประสิทธิภาพ (efficiency) การเข้าถึง (accessibility) และความเท่าเทียม (equity) ของการให้บริการ หรือต่อผู้รับบริการ หรือผู้ให้บริการ
  • Health IT adoption research คือการวิจัยเพื่อพิจารณาว่าสถานพยาบาลและหน่วยบริการต่างๆ ใช้ health IT มากน้อยเพียงใด และแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละ setting หรือแต่ละบริบท
  • Clinical application-oriented research การวิจัยเพื่อพิจารณาว่าจะสามารถนำ health IT ทั้งหลาย เช่น ระบบสั่งการรักษาทางการแพทย์ (computerized physician order entry: CPOE) หรือระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (electronic health/medical records: EHRs/EMRs) มาใช้งานเพื่อสนับสนุนการให้บริการได้อย่างไรบ้าง
  • Systems implementation/development research ซึ่งเป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศและกระบวนการในการติดตั้งและใช้งานระบบสารสนเทศทางการแพทย์
  • Clinical data-oriented research คือ การวิจัยเพื่อสนับสนุนการนำข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งรวมถึง area ที่เรียกว่า knowledge representation ซึ่งเป็นการวิจัยเกี่ยวกับวิธีการเก็บและจัดระเบียบข้อมูลสารสนเทศในรูปแบบที่เหมาะจะนำมาใช้งานหรือวิเคราะห์วิจัยต่อไป
  • การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการให้บริการเฉพาะวิชาชีพ เช่น สารสนเทศทางการพยาบาล (nursing informatics), ทันตสารสนเทศ (dental informatics), เภสัชสารสนเทศ (pharmacoinformatics), สารสนเทศรังสีวิทยาและภาพทางการแพทย์ (imaging/radiology informatics) ก็มีหัวข้อวิจัยเฉพาะทางที่น่าสนใจมากมายครับ

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข ที่เรียกว่าสารสนเทศทางสาธารณสุข (public health informatics) ก็มีหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น

  • การวิจัยเกี่ยวกับระบบทะเบียนผู้ป่วยเฉพาะโรค (disease registry), ระบบที่ติดตามแบบแผนทางชีวภาพและระบาดวิทยา (biosurveillance), การรายงานทางสาธารณสุข (public health reporting), หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถานพยาบาล (health information exchange)
  • การวิจัยเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน
  • การวิจัยทางระบาดวิทยา หรือการวิจัยอื่นๆ ทางสาธารณสุข ที่นำข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย

ในมุมมองของผู้รับบริการ ก็มีความสนใจเกี่ยวกับสารสนเทศผู้รับบริการสุขภาพ (consumer health informatics) เช่น

  • การวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการ
  • การวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติของผู้รับบริการต่อเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์
  • การวิจัยเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สร้างความเข้มแข็ง (empower), ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (modify behaviors), สนับสนุนการดูแลตนเองที่บ้าน (home care), หรือเพื่อการติดต่อกับผู้ให้บริการ (patient-clinician communication) เช่น การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขทางไกล (telemedicine and telehealth), ระบบ personal health records (PHRs) ที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงและแก้ไขเปลี่ยนแปลงประวัติการรักษาพยาบาลของตนได้ หรือการใช้ web sites หรือ social networking tools ต่างๆ มาช่วยผู้ป่วยในการดูแลตนเองหรือการรับการรักษาพยาบาล

สำหรับผู้ที่สนใจทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (basic sciences) ก็มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการวัดหรือประมวลผลข้อมูลทางชีวการแพทย์ เช่น การวัดและประมวลผลสัญญาณชีพหรือข้อมูลอื่นๆ ทางสรีรวิทยาหรือชีวการแพทย์ (signal processing) ซึ่ง overlap กับสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (biomedical engineering) ซึ่งโตมาจากสาขาชีวมาตร (biometry) ในอดีต อีกหัวข้อหนึ่งทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เป็นที่สนใจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือ การวิจัยทางชีวสารสนเทศ (bioinformatics) ซึ่งเป็นการนำคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการวิจัยทางชีววิทยา เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการวิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับยีน (genetics/genomics) โปรตีน (proteomics) เป็นต้น ซึ่งผู้วิจัยจำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานทั้งทางชีววิทยาและสาขาย่อยที่เกี่ยวข้อง (เช่น พันธุศาสตร์, ชีววิทยาโมเลกุล หรือ molecular biology) และความรู้พื้นฐานทางเทคนิค (เช่น ระบบฐานข้อมูล, programming algorithms และชีววิทยาทางคอมพิวเตอร์ หรือ computational biology)

นอกจากนี้ยังการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และข้อมูลสารสนเทศทางการแพทย์ มาใช้เพื่องานวิจัยโดยเฉพาะ (research informatics) ซึ่งก็มีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาเทคนิคการจัดเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูล เพื่อการวิจัย และแนวคิดใหม่ๆ ในการนำข้อมูลทางการแพทย์ที่มีอยู่มาทำวิจัยให้เกิดเป็นองค์ความรู้ เป็นต้น ถ้าเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางคลินิก (เช่นการทำ clinical trials) ก็จะเรียกว่า clinical research informatics ในขณะที่สาขาย่อยอีกสาขาหนึ่งของเวชสารสนเทศที่เป็นที่สนใจมากในปัจจุบัน คือ translational research informatics ซึ่งว่าด้วยการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนงานวิจัยด้าน translational research ซึ่งเป็นการวิจัยเพื่อนำความรู้ในห้องปฏิบัติการ (โดยมากมักเป็นงานวิจัยทาง basic science) มาแปลให้เกิดประโยชน์ต่อการบริการผู้ป่วยและงานวิจัยทางคลินิก หรือที่เราคุ้นเคยในวลีที่ว่า "from bench to bedside" นอกจากนี้ งานทาง translational research ก็ยังเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการนำเอาการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best practices) ที่เกี่ยวข้องกับงานทางการแพทย์และสาธารณสุข มาแปลเปลี่ยนให้เกิดประโยชน์จริงในชุมชนและสังคมในที่สุดครับ

ท้ายสุด การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อสนับสนุนงานด้านการศึกษา ซึ่งเรียกรวมๆ กันว่า education informatics ก็มีโอกาสทำการวิจัยได้มาก เช่น วิจัยเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ หรือนักศึกษาวิชาชีพอื่นๆ ทางการแพทย์ (ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อว่า CAIs: computer-assisted intructions) การพัฒนาระบบคลังข้อสอบ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการวัดและประเมินผลทางการศึกษา และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยจัดการความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับสาขาวิชาแพทยศาสตรศึกษา (medical education) การศึกษาของวิชาชีพอื่นๆ สาขาบรรณารักษศาสตร์ทางการแพทย์ (medical library science) และสาขาการจัดการความรู้ (knowledge management) ได้อีกด้วย

จะเห็นว่าโอกาสทางการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเวชสารสนเทศมีมากมาย และผมเชื่อว่าที่ผมกล่าวมานี้ยังมีหัวข้อวิจัยอีกมากมายที่น่าสนใจไม่ได้มีโอกาสกล่าวถึง ด้วยความที่งานวิจัยด้านเวชสารสนเทศ มี overlap กับสาขาวิชาอื่นมากมาย ท่านที่มีพื้นฐานจากวิชาชีพทางสุขภาพ ทางเทคนิค ทางการศึกษา หรือทางอื่นๆ และมีความสนใจงานวิจัยทางเวชสารสนเทศ ผมสนับสนุนให้ช่วยกันทำการวิจัยทางด้านนี้ครับ เพราะวิชานี้ยังเป็นวิชาใหม่ ยังต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้อีกมาก แต่เป็นสาขาที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนและสังคมสูงมากครับ

Other Posts By This Blogger

Comments

1.
ฐิติญา [IP: 158.108.83.73]
on 03 November 2009 10:25
#3359 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

เรียนปรึกษานะค่ะ มีความสนใจเกี่ยวกับการเข้าถึงและการค้นคืน (รวมถึงการกำหนด คำค้น (ศัพท์) วิธีการ และสารสนเทศที่ต้องการ) สารสนเทศด้านสัตวแพทยศาสตร์ ต้องการทำวิจัยอาจต่อยอดไปถึงการทำวิทยานิพนธ์ ควรเริ่มต้นหรือ มีแนวทางแนะนำบ้างไหมค่ะ เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดคณะสัตวแพทยศาสตร์ ที่สังเกต ในงานวิจัยจะมีคำสำคัญมาเพื่อ ไม่กี่คำ ในขณะที่ผู้ต้องการสารสนเทศนั้นๆ กำหนดคำหรือศัพท์ที่เกี่ยวข้องไม่ตรงกัน ผู้ให้บริการเองไม่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับชื่อโรค ยา อาการ เราจะทำอย่างไรให้มีการสื่อสารที่เข้าใจกันทำให้ผู้ต้องการได้รับสารสนเทศที่ตรงประเด็น รวดเร็ว ขอความกรุณาแนะนำด้วยนะค่ะ

ฐิติญา จันทพรม บรรณารักษ์ห้องสมุด คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

2.

สวัสดีครับ คุณฐิติญา

ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจโจทย์ถูกมั้ยนะครับ ผมขออนุญาตกล่าวประเด็นปัญหาสรุปอีกครั้ง และจะตอบประเด็นเท่าที่พอจะช่วยได้ครับ หากไม่ตรงกับประเด็นจริงๆ ที่ถามมา รบกวนช่วยแก้ไขด้วยครับ

ประเด็นปัญหา: การค้นหา (search) และระบุ (identify) บทความหรือผลงานทางวิชาการทางสัตวแพทย์ ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ (โดยมากคงจะเป็นนักวิจัยหรือผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์) ทำได้ยาก เนื่องจากบ่อยครั้ง บทความหรือผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการหรือแหล่งอื่นๆ จะไม่ระบุคำสำคัญ (keyword) ไว้ หรือถึงระบุ ก็เป็นคำที่ผู้เขียนบทความ (author) เลือกเอง ซึ่งผู้เขียนแต่ละคนก็อาจเลือกใช้คำสำคัญที่ไม่ตรงกัน (แม้อาจหมายถึงเรื่องเดียวกัน) ทำให้บรรณารักษ์ไม่สามารถจะค้นหาหรือระบุบทความที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหนึ่งๆ ได้ง่ายนัก

ความเห็นของผม: ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ classic มากในเรื่องมาตรฐานข้อมูล และเกี่ยวข้องกับทั้งสาขาเวชสารสนเทศ (ในฐานะฝ่ายที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือและเทคนิคที่ใช้บริหารจัดการข้อมูล) สาขาบรรณารักษศาสตร์ (ในฐานะฝ่ายที่เชี่ยวชาญด้านการค้นหา จัดเก็บ และบริหารจัดการความรู้และผลงานทางวิชาการ) และสาขาสัตวแพทยศาสตร์ (ในฐานะฝ่ายที่เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ต้องการสืบค้นข้อมูล หรือที่เรียกว่า subject matter expert หรือ domain expert)

ในเมื่อเกี่ยวข้องกับทั้งสามฝ่าย (เป็นอย่างน้อย) การจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ผลดี ก็จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสามฝ่ายครับ ถ้าดูตัวอย่าง PubMed ของ National Library of Medicine (NLM) ของสหรัฐอเมริกา (http://www.pubmed.gov/) จะเห็นว่า วิธีแก้ปัญหาอันหนึ่ง คือ การใช้ keyword ที่เป็นมาตรฐานกลาง (ในกรณีของ PubMed จะเรียกว่า MeSH terms หรือ Medical Subject Heading) ครับ ซึ่งเป็นการจำแนกหมวดหมู่ของหัวข้อเรื่องทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นหัวข้อย่อยๆ หลายลำดับชั้น เช่น ถ้าผมเริ่มต้นจากหมวด "Diseases Category" ก็จะแยกย่อยเป็น "Animal Diseases" (โรคของสัตว์) และหัวข้ออื่นๆ ที่เป็นโรคของมนุษย์และเป็นเรื่องของแพทยศาสตร์ เมื่อดูรายละเอียดใน Animal Diseases ก็จะเห็นว่าแตกสาขาย่อยออกไปอีก เช่น เป็น Bird Diseases และ Cat Diseases และแตกไปอีก อย่างนี้เป็นต้น

การจำแนกมาตรฐานกลาง อย่างที่ PubMed ทำ จำเป็นจะต้องอาศัย subject matter expert ที่ทราบรายละเอียดขอบเขตและสาขาย่อยของวิชานั้นๆ (ในกรณีนี้ subject matter expert ก็คือสัตวแพทย์ และก็คงจะต้องเป็นสัตวแพทย์ที่มีความรอบรู้ในสาขาย่อยต่างๆ ของสัตวแพทยศาสตร์ด้วย หรืออาจอาศัยทีมสัตวแพทย์ที่มาจากหลากหลายสาขาก็ได้) และบรรณารักษ์ก็ช่วยได้มากเช่นกันเพราะจะทราบขอบเขตของสาขาวิชาด้วย แถมยังถนัดเรื่องการแบ่งหมวดหมู่หนังสือด้วย ส่วนผู้ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็ช่วยออกแบบ ติดตั้ง และบริหารจัดการระบบค้นหาข้อมูลอย่างเว็บไซต์ PubMed และฐานข้อมูล MEDLINE ได้

เมื่อมีมาตรฐานกลางของ keywords แล้ว PubMed ก็จะต้องมีกระบวนการในการจำแนก (classify) บทความแต่ละเรื่อง ว่าตรงกับ MeSH terms อะไรบ้าง แล้วก็บันทึกเข้าระบบ ทำเช่นนี้กับบทความในอดีตที่มีการจัดเก็บในระบบ และบทความที่มีการตีพิมพ์เรื่อยๆ ในวารสารที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ (กระบวนการนี้เรียกว่า indexing คือการทำดัชนีของบทความ) ตรงนี้เป็นหน้าที่ของบรรณารักษ์เป็นหลักครับ และกระบวนการนี้ก็เหมือนๆ กัน ทั้งของสัตวแพทยศาสตร์ และแพทยศาสตร์/ศาสตร์ทางสุขภาพอื่นๆ (ซึ่งแน่นอนครับว่าเป็นงานช้างทีเดียว การบริหารจัดการเรื่อง indexing ของ PubMed ซึ่งมีบทความจำนวนมากเข้ามาให้ index ทุกวันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งทีเดียว)

ในกรณีที่ถามมา ผมไม่แน่ใจว่าหมายถึงการค้นหางานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น การค้นหาใน PubMed หรือหมายถึงการค้นหางานวิจัยภายในประเทศกันแน่ หากหมายถึงการค้นหาบทความที่มีการ index ใน PubMed (ซึ่งก็มีบทความทางสัตวแพทยศาสตร์อยู่ไม่น้อย) งาน indexing เราก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีคนทำแล้ว (NLM) หน้าที่ของบรรณารักษ์ คงเป็นเพียง 1) เรียนรู้การค้นหาด้วย MeSH terms ใน PubMed 2) สอนให้ผู้รับบริการรู้จักวิธีใช้ PubMed ค้นหางานวิจัย และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็สอนวิธีค้นหาจาก MeSH terms ด้วย 3) ถ้าจะมีการเปิดสอนภายในหน่วยงานเป็นเรื่องเป็นราว เป็นระยะๆ จะดีมากครับ และจะลดภาระของบรรณารักษ์ในการค้นหาแทนได้ด้วย แม้ในช่วงแรกผู้รับบริการอาจจะต้องเรียนรู้หน่อย และอาจจะใช้งานไม่คล่องและอาจจะบ่นพอสมควร แต่ในระยะยาว เมื่อใช้เป็นแล้ว เขาก็จะได้เลือกหาบทความที่เกี่ยวข้องตามใจชอบ โดยไม่ต้องพึ่งพาบรรณารักษ์เกินจำเป็น (ซึ่งอาจทำให้ปิดโอกาสที่เขาจะได้ค้นเจอบทความบางฉบับที่อาจจะน่าสนใจและเกี่ยวข้องกับงานของเขา เพียงเพราะบรรณารักษ์เห็นว่าไม่เกี่ยวข้อง)

หากหมายถึงการค้นหางานวิจัยภายในประเทศ อันนี้ผมเองคิดว่ายังเป็นข้อจำกัดของระบบค้นหางานวิจัยในประเทศไทยอยู่ครับ ไม่เพียงเฉพาะสัตวแพทยศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงแพทยศาสตร์ และศาสตร์ทางสุขภาพอื่นๆ ด้วย และผมเองก็มีแนวคิดที่จะหาโอกาส set up ระบบที่คล้ายๆ กับ PubMed ของ NLM แต่เป็นการรวบรวมผลงานวิจัยภายในประเทศครับ เพราะงานวิจัยในประเทศ แม้โดยส่วนใหญ่อาจจะมีคุณภาพด้อยกว่าหรือผลลัพธ์ที่ไม่น่าสนใจเท่างานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติบ้าง แต่ก็เป็น local knowledge ที่อาจจะไม่ตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศก็ได้ และสมควรที่เราจะมีวิธีการบริหารจัดการความรู้ (knowledge management) เช่นนี้ที่เหมาะสมครับ เมื่อผมเรียนจบและกลับไปทำงานในคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ผมมีเจตนาที่จะเสนอโครงการทำ "Thai PubMed" และหาแนวร่วมเพื่อจัดทำเรื่องนี้ต่อไปครับ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นงานช้างทีเดียว เพราะรวมทั้งเรื่องของ classification (เช่นดัดแปลง MeSH terms), indexing, abstracting, full text archive, search functions, ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบ (systems administration) และการบริหารองค์กร รวมทั้งเรื่อง sustainable business model ด้วย หากสนใจ ลองนำไอเดียนี้ไปปรึกษาทางผู้บริหารดูครับ ผมคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในอีกประมาณ 18-24 เดือนข้างหน้า (เมื่อผมเรียน Ph.D. จบจากสหรัฐฯ) หากผู้บริหารของผมสนับสนุน และมีงบประมาณเพียงพอ (ซึ่งยังไม่ guarantee ครับ) หากทุกอย่างราบรื่น ผมยินดีร่วมมือกับหน่วยงานที่สนใจจะเป็นผู้ทดลองนำร่อง ไม่ว่าจะเป็นสาขาแพทยศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆ ครับ (แน่นอนว่าตัวระบบ กว่าจะพัฒนาจนพอใช้งานได้ ถ้าให้ผมเดาก็คงจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีจากนี้ครับ คงต้องอดใจรอทีเดียว)

ในระหว่างนี้ ที่เรายังไม่มีระบบค้นหางานวิจัยในประเทศที่คล้ายกับ PubMed ผมเกรงว่าอาจจะต้องใช้วิธีการค้นหาแบบ manual อย่างที่ทำอยู่ ควบคู่กับการค้นหาจาก search engines อย่าง Google, Google Scholar และ PubMed ไปก่อนครับ หรือหากทางหน่วยงานจะเลือกทำการ index เฉพาะบางวารสารไม่กี่ฉบับ และลองสร้างระบบการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการเลือกใช้ classification systems ที่เหมาะสม (เช่น นำ MeSH terms มาใช้) และกระบวนการ indexing แล้วให้บุคลากรด้านสารสนเทศออกแบบฐานข้อมูลและระบบป้อนข้อมูล ก็อาจจะเป็นวิธีชั่วคราวที่พอแก้ขัดได้บ้างครับ แต่ก็เป็นงานหนักและน่าจะใช้งบประมาณไม่น้อยทีเดียว

หวังว่าจะตอบตรงคำถามบ้างนะครับ (แม้คำตอบอาจจะไม่ได้ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นเท่าไร) หากไม่ตรงอย่างไรช่วยถามมาใหม่ครับ

3.
สุรัสดา [IP: 202.28.179.3]
on 02 February 2010 12:15
#3650 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

อยากทราบว่าระหว่างTELEMEDICINE and Telehealthเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ จะนำข้อมูลไปทำรายงานค่ะอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับTELEMEDICINE and Telehealthทั้งหมดอะค่ะ

4.

ผมเองไม่ได้ทำเรื่องนี้โดยตรงครับ แต่ตามความเข้าใจของผม telemedicine เน้นที่การให้บริการทางการแพทย์ (หรือการให้บริการรักษาพยาบาลโดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล) ในขณะที่ telehealth มีความหมายกว้างกว่า และรวมถึง telemedicine ด้วย แต่ก็อาจมีขอบเขตนอกเหนือการให้บริการโดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสอนหรือให้ความรู้แก่ผู้ป่วยหรือบุคคลทั่วไป (ซึ่งไม่ได้เป็นการรักษาพยาบาล) หรือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดูแล เฝ้าระวัง หรือติดต่อกับผู้ป่วยโดยผู้อื่นที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ เช่น ญาติผู้ป่วย อาสาสมัคร หรือบุคคลอื่นๆ ครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Telemedicine และ http://en.wikipedia.org/wiki/Telehealth

5.
Ico32
Anonymous [IP: 112.142.168.87]
on 13 July 2010 20:40
#4192 [ translation missing: en-US, report_abuse ]

แบบแผนทางชีวภาพหมายความรวมถึงอะไรบ้างคะ พอดีสนใจทางด้านนี้อยู่ เรียนการจัดการสารสนเทศค่ะ

6.

ลองนึกภาพดูครับว่าถ้าในชุมชนใด เกิดโรคระบาด (disease outbreak) ขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เกิดมีอหิวาตกโรคระบาดขึ้นในชุมชนหนึ่ง จะทำอย่างไรจึงจะทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการควบคุมโรคติดต่อ สามารถตรวจพบ (detect) การระบาดดังกล่าวขึ้นได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้หาทางป้องกันแก้ไข ประสานงานกับสถานพยาบาลต่างๆ และให้ความรู้ต่อประชาชนในชุมชนต่อไป ถ้าลองนึกดูให้ดี การตรวจพบการระบาดดังกล่าวให้ได้เร็ว เป็นงานที่ยากทีเดียวครับ เพราะสมมติว่ามีคนไข้รายหนึ่ง เกิดติดเชื้ออหิวาต์ขึ้น และไปรักษาที่โรงพยาบาลหนึ่งในชุมชน แต่คนไข้อีกราย ติดเชื้อเดียวกัน ไปรักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ถ้าเกิดเราไม่มีการประสานงานกันระหว่างโรงพยาบาล หรือการเชื่อมโยงข้อมูลรายงานให้กับหน่วยงานทางสาธารณสุข ที่ดีพอ ก็อาจจะต้องรอให้มีคนไข้เป็นสิบๆ หรือร้อยๆ รายเกิดขึ้นก่อน เพราะกว่าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งจะตระหนักว่ามีโรคระบาดเกิดขึ้น ก็ต้องรอให้จำนวนคนไข้ที่มาด้วยโรคเดียวกันที่มารักษากับโรงพยาบาลตัวเองนั้น มีจำนวนมากพอก่อน แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดการตรวจพบโรคระบาดได้เร็ว คือ การประสานงานและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลต่างๆ เข้าด้วยกัน รวมไปถึงหน่วยงานทางสาธารณสุขในพื้นที่ และหน่วยงานอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง (เช่น สถานีอนามัย โรงเรียน หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฯลฯ) เพื่อเก็บข้อมูล "แบบแผนทางชีวภาพและระบาดวิทยา" (biological and epidemiological patterns) ที่กระจัดกระจายตามหน่วยงานต่างๆ มาประมวลผลเข้าด้วยกัน และวิเคราะห์ดูแบบแผนว่าความถี่ของคนไข้ที่มาด้วยอาการของโรคใดโรคหนึ่ง และลักษณะการกระจายตัวของคนไข้เหล่านั้น เข้าได้กับแบบแผน (pattern) การระบาดของโรคระบาดหรือไม่ เป็นต้น

ระบบที่ติดตามแบบแผนทางชีวภาพและระบาดวิทยา (biosurveillance) คือระบบที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลต่อหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อตรวจสอบและยืนยันว่า มีแบบแผนของโรคระบาดหรือไม่ครับ และตามที่ผมเข้าใจ ก็จะนำองค์ความรู้เกี่ยวกับชีวสถิติ, ระบาดวิทยา, Geographic Information System (GIS), data mining, knowledge management and discovery และความรู้ทางการแพทย์/ทางคลินิกของโรคระบาดต่างๆ ครับ

ระบบเหล่านี้ในเมืองไทยยังไม่เกิด (นอกจากการรายงานข้อมูลสาธารณสุขทั่วไปและเจ้าหน้าที่เป็นคนวิเคราะห์เองตามกระบวนการปกติโดยระบบสารสนเทศมีบทบาทน้อยมาก) และในเมืองนอกก็ยังคงมีการพัฒนาอย่างกระจัดกระจาย โดยมากจะพบตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีความเสี่ยงด้านโรคระบาดตอนที่มีการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ (pandemic flu) และเมืองที่ตื่นตัวกับเรื่องการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ (bioterrorism) ครับ เพราะระบบนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกรณีการระบาดของเชื้อแอนแทรกซ์ (anthrax) หรือเชื้ออื่นๆ ที่อาจถูกใช้ในทางการก่อการร้ายได้ครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเมืองไทย คงอีกนานกว่าจะมีระบบนี้ครับ เพราะต้องรอให้เงื่อนไขต่างๆ ต่อไปนี้เกิดขึ้นเสียก่อน 1) ระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลต่างๆ พร้อม 2) ระบบเครือข่ายสื่อสารในพื้นที่มีความพร้อมระดับหนึ่ง 3) หน่วยงานสาธารณสุขทั้งระดับชาติและระดับพื้นที่ ตื่นตัว 4) มีบุคลากรทั้งทางบริหารจัดการและทางเทคนิคที่เข้าใจในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาล (health information exchange) เช่น ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรูปแบบมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูล การคุ้มครองความลับของผู้ป่วย เทคโนโลยีที่เหมาะสม วิธีการประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์การระบาดของโรค รูปแบบการสนับสนุนทางการเงินเพื่อความอยู่รอดของระบบ (business model) ฯลฯ ซึ่งแต่ละประเด็นก็เป็นประเด็นใหญ่ๆ ทั้งนั้นครับ 5) มีการประสานงานและร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อย่างบูรณาการ 6) มีเจ้าภาพที่เก่ง ขยัน และพร้อมที่จะลุย (เพราะโครงการเช่นนี้จะเจอปัญหาเยอะครับ) ผมอาจจะขอแถมปิดท้ายด้วยข้อที่ 7) คือมีหน่วยงานที่เป็นเลิศด้านการเรียนการสอนและการวิจัยทางเวชสารสนเทศ มาเป็นคนช่วยให้แนวคิดในแต่ละประเด็นครับ เพราะลำพังหน่วยงานที่สอนหรือทำวิจัยด้านระบบสารสนเทศ เช่น MIS ธรรมดา อาจจะไม่เข้าใจบริบททางระบบสุขภาพเท่าไรนัก และประเด็นปัญหาส่วนใหญ่ก็เป็น domain of expertise ของสาขาเวชสารสนเทศ มากกว่าของ MIS ครับ..แน่นอนว่า MIS/IS/IT/ICT ก็มีความสำคัญในโครงการเช่นนี้เหมือนกัน แต่ปัญหาของประเทศเราตอนนี้คือเราขาดแคลนคนที่เป็น "นักเวชสารสนเทศ" (health informatician) อย่างมากครับ และแทบไม่มีหลักสูตรด้านนี้เพื่อผลิตคนเพิ่มเลย นี่คือสิ่งที่ผมและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมีความคิดที่จะผลักดัน แต่คงใช้เวลาและความอดทนเยอะทีเดียวครับ

7.

ตอนนี้ระบบสารสนเทศในโรงพยาบาลในประเทศไทย คิดว่าน่าจะพอรองรับระบบได้แต่ระบบกรเชื่อโยงข้อมูล การจะทำData center นั้น น่าจะยากพอสมควร เพราะระบบที่ใช้เก็บข้อมูลในโรงพยาบาลและสถานีอนามัยนั้น ไม่ไปด้วยกัน คงยากที่จะเกิดระบบดังกล่าว เพราะการแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่ก็เริ่มมีการนำระบบHosXp มาใช้ในโรงพยาบาลและสถานีอนามัย ซึ่งรองรับระบบ Data Center แต่ก็ใช้งานยากพอสมควรเพราะความไม่คุ้นชินของเจ้าหน้าที่ และมีโรงพยาบาลบางส่วนไม่ยอมใช้โปรแกรมตัวนี้ คงเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะเกิด ระบบที่ติดตามแบบแผนทางชีวภาพและระบาดวิทยา (biosurveillance) ในเมืองไทย แต่ก็เคยเห็นงานวิจัยต่างประเทศที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเอา Metadata,GIS คลังข้อมูลและTree Model มาใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลในการควบคุมสิ่งแวดล้อมและระบาดวิทยา ซึ่งน่าสนใจมาก

8.

ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ ผมเองเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าเรามีคนทำที่เก่งและใส่ใจจริง มีผู้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง และมี "buy-in" จากผู้สนใจมากพอครับ (รวมทั้งเวลาที่เหมาะสมด้วย) ในกรณีของระบบ biosurveillance นั้น คงอีกนาน เพราะต้องรอให้เงื่อนไขต่างๆ ที่จำเป็น และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้มี "buy-in" มีความพร้อมก่อน แต่ไม่ใช่ว่าจะเกิดไม่ได้ครับ ทั้งนี้ ต้องมองด้วยว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเดียวกันเสมอไป ต้องมองไกลไปยังอนาคต ที่ระบบต่างระบบกันก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ผ่านมาตรฐานข้อมูลที่ทุกฝ่ายยอมรับครับ ทุกวันนี้ แม้ระบบสารสนเทศจะเกิดในหลายโรงพยาบาล แต่ก็มีโรงพยาบาลอีกมากที่ระบบนี้ยังไม่เกิด หรือเกิดแต่อยู่ไม่ได้ หรือเกิดแต่ระบบไม่ดีพอ หรือขาดคนเข้าใจมาดูแล หรือขาดเม็ดเงินสนับสนุน หรือขาดผู้บริหารสนับสนุน ฯลฯ ซึ่งต้องค่อยๆ แก้กันไปทีละเปลาะครับ ถึงจุดหนึ่งที่โรงพยาบาลต่างๆ มีระบบสารสนเทศพื้นฐานมากพอ เราก็จะมองไกลไปกว่านี้ และเห็นภาพว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูล แม้ระหว่างคนละระบบกัน ก็มีความสำคัญมาก และถึงตอนนั้นก็อาจจะมีแรงผลักดันมากพอที่จะจูงใจให้ผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลที่พัฒนาระบบขึ้นเอง หันหน้าเข้าหากันเพื่อตกลงเรื่องมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลครับ ระบบ biosurveillance ซับซ้อนมาก และต้องรออีกนาน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ประเด็นสำคัญคือ เราได้เริ่มพยายามแก้ทีละเปลาะสองเปลาะ เพื่อให้ "สักวันหนึ่ง" เราจะไปถึงจุดนั้นหรือเปล่า มากกว่าครับ

9.

มาตรฐานการส่งออกข้อมูลที่โรงพยาลและสถานีอนามัยใช้อยู่ตอนนี้คือระบบ 12 แฟ้ม สำหรับโรงพยาบาลและ18แฟ้มสำรับสถานี่อนามัยแต่ตอนี้ระบบแบบดังกล่าวยังขาดความสมบูรณ์อยู่มาก ทั้งการลงรหัสโรคตาม ICD 10 หรือการลงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยการจะแลกข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลคงอยากค่ะ และอีกอย่างคือแฟ้มดังกล่าวมีการใช้งานอยู่ที่ระดับกรมหรือกระทรวงเท่านั้น

ข้อมูล18แฟ้มนั้นประกอบไปด้วย

1. PERSON ข้อมูลทั่วผู้ป่วย

2. DEATH การตายและสาเหตุการตาย

3. CHRONIC ข้อมูลผุ้ป่วยเรื้อรัง

4. CARD สิทธิการรักษาพยาบาล

5. SERVICE การรับบริการในสถานพยาบาล

6. DIAG การวินิจฉัยโรค

7. APPOINT การนัดหมายบริการ

8. SURVEIL ข้อมูลโรค ที่ต้องรายงานในรายงาน506

9. DRUG ข้อมูลการใช้ยา

10. PROCED การลงรหัสหัตถการ

11. WOMEN ข้อมูลหญิงวัยเจริญพันธ์

12. FP การคุมกำเนิด

13. EPI การรับวัคซีน

14. NUTRI โภชนการเด็ 0-5 ปี

15. ANC การดูแลการตั้งครรภ์

16. PP การเยี่ยมหลังคลอด

17. MCH ข้อมูลการคลอดการดูแลการตั้งครรภ์และการเยี่ยมหลังคลอด การดูแลเด็กทั้งหมด

18. HOME ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ

ส่วน12แฟ้มข้องโรงพยาบาลก็เนื้อหาคล้ายๆกันค่ะ และต่อไปทางส่วนกลางจะปรับระบบให้เป็น 18 แฟ้มเช่นเดียวกัน และอนาคตข้างหน้า(อันใกล้นี้)จะเป็นระบบ 32 แฟ้ม

ข้อมูลเหล่านี้จริงๆแล้วเป็นประโยชน์กับสถานบริการมากแต่ไม่สามารถนำออกมาใช้งานได้เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเอตร์นั่นเอง บางแห่งก็นำออกมาใช้ได้แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่นัก ซึ่งเป็นโอกาสในการพัฒนาเจ้าหน้าที่ต่อไป แต่คงลำบากหน่อยเพราะนักคอมพิวเอตร์เก่งคงไม่มาทำงานกะเราเป็นแน่เพราะค่าตอบแทนน้อยเมื่อเทียบกับเอกชนค่ะ ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเองก็มีภารงานค่อนข้างมากจึงไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้มากนัก คงสักวันหนึ่งอย่างที่ว่าจริงๆค่ะ

และมีเรื่องอยากเรียนปรึกษาค่ะ พอดีตอนนี้กำลังเรียนปริญญาโท ด้านการจัดการสารสนเทศอยู่ค่ะ เป็นหลักสูตรของคณะมนุษยศาสตร์ และตอนนี้กำลังเสนอหัวข้อเพื่อทำปัญหาพิเศษอยู่เสนออาจารย์ไปหลายเรื่องแล้ว แต่ไม่ผ่านเลยอยากเรียนปรึกษาค่ะ ว่าจะเสนอหัวข้อเรื่องประมาณไหนดีคะ เพราะเสนอสารสนเทศเกี่ยวกับการบริหารและการพัฒนายุทธศาสตร์ไปแล้วอาจารย์บอกว่ามันมันมีปัจจัยหลายตัว จึงไม่ให้ทำ(ยากไปนั่นเอง) และเสนอเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ อาจารย์บอกว่ามันออกแนวเทคโนโลยีสารสนเทศมากเกินไปไม่เข้ากับ science ทางสังคม (ที่เรียนมาเน้นไปที่การจัดการ Content การจัดการความรู้ และห้องสมุด เพราะปรับหลักสูตรมาจากบรรณารักษ์ศาสตร์ค่ะ) แต่ก็มีอาจารย์บางท่านที่แนะนำเกี่ยวกับ simulation ของข้อมูลค่ะ ตอนนี้ปวดประสาทไปหมดแล้วคิดไม่ออกแล้วค่ะ่ ว่าจะเสนอเรื่องอะไรดีที่เป็นประโยน์กับหน่วยงานและอาจารย์อนุมัติให้ทำต่อจนจบได้ ทำงานบนสำนักงานสาธารณสุขอำเภอค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าคะ

10.

ครับ เรื่องมาตรฐานข้อมูล 12 แฟ้ม 18 แฟ้ม เป็นมาตรฐานประเภทหนึ่งของข้อมูลทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่เรียกว่า minimum data sets ครับ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กำหนดรายละเอียดของ content ของข้อมูลที่จะต้องมีการรายงานหรือแลกเปลี่ยนกัน จริงๆ แล้วยังมีมาตรฐานข้อมูลอีกหลายประเภท เช่น vocabularies หรือ terminology standards ที่จำแนกหรือกำหนดรหัสของข้อมูล (เช่น ICD-10, SNOMED CT), มาตรฐานด้านการส่งข้อมูลแลกเปลี่ยนกัน (messaging standards เช่น HL7 v.2 หรือ v.3) เป็นต้นครับ ของเมืองไทยเราเริ่มมีความสนใจในเรื่องมาตรฐานข้อมูลประเภทต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระยะเด็กทารก (infancy) เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศครับ

เรื่องบุคลากรด้านสารสนเทศในโรงพยาบาลของรัฐ เป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมครับ และทางคณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดีมีเจตนาที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทีละเปลาะ โดยเริ่มจากการพัฒนาหลักสูตรและงานวิจัยด้านเวชสารสนเทศในประเทศให้ได้มาตรฐาน และประกอบด้วยทีมผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวชสารสนเทศโดยตรง ซึ่งจะมีมุมมองแตกต่างอย่างมากจากผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศในคณะหรือสาขาอื่นๆ ครับ คงใช้เวลาพอสมควร (ประมาณ 4-5 ปีเป็นอย่างน้อย) แต่ผมมีเจตนาจะผลักดันให้สำเร็จครับ ถึงตอนนั้นก็คงจะเปิดรับบุคลากรทั้งที่มีพื้นฐานทางสารสนเทศ หรือทางการแพทย์และสาธารณสุข มาเรียนรู้ต่อยอดด้านเวชสารสนเทศเพื่อกลับไปทำงานในโรงพยาบาลหรือหน่วยงานต่างๆ ทางการแพทย์และสาธารณสุขครับ

สำหรับในส่วนของหัวข้อวิจัย ผมเองไม่แน่ใจว่าแนวคิดของผมจะตรงกับที่อาจารย์ที่ปรึกษาของโปรแกรมวิชามองหรือไม่นะครับ แต่หัวข้อที่อาจจะเป็นไปได้ และเกี่ยวข้องกับสาขาวิชามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และจิตวิทยา ในมุมมองของผม ได้แก่

- ศึกษาผล (ด้านบวกและลบ) ที่ระบบสารสนเทศมีต่อ 1) ผู้ใช้งาน 2) ผู้ป่วย 3) ผู้บริหารหน่วยงาน ฯลฯ

- ศึกษาทัศนคติที่ 1) ผู้ใช้งาน 2) ผู้ป่วย 3) ผู้บริหารหน่วยงาน ฯลฯ มีต่อระบบสารสนเทศทางการแพทย์และสาธารณสุข

- ศึกษากระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ เพื่อดูว่าการใช้งานระบบสารสนเทศของผู้ใช้งาน เป็นไปตามที่ระบบได้รับการออกแบบมาหรือไม่ ในกระบวนการทำงาน เกิดปัญหา ข้อหงุดหงิดใจ หรือความเสี่ยงขึ้นบ้างหรือไม่ และปัญหาเหล่านี้ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคลิกลักษณะ ทัศนคติ ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ข้อมูลส่วนตัว (demographics) ของผู้ใช้งาน หรือปัจจัยอื่นๆ มากน้อยเพียงใด

อาจระบุให้ชัดได้ตามความสนใจของคุณเอง ว่า

- ระบบสารสนเทศที่ต้องการศึกษา เจตนาศึกษาระบบใดเป็นพิเศษ

- ระบุให้ชัดว่าต้องการศึกษาผลกระทบด้านใดบ้าง หรือทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง

- กลุ่มเป้าหมาย จะเป็นผู้ใช้งานกลุ่มใด หรือผู้ป่วยโรคใดเป็นพิเศษ หรือผู้บริหารกลุ่มใดของหน่วยงานใดเป็นพิเศษ

ก็ได้ครับ

ฟังดูเหมือนยาก แต่ผมว่าเราสามารถกำหนดขอบเขตและโจทย์วิจัยที่สามารถทำได้โดยไม่หืดขึ้นคอนักได้ครับ และหัวข้อเหล่านี้มันใช้ระเบียบวิธีวิจัยและความรู้พื้นบานทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์พอสมควรครับ เช่น เรื่อง qualitative research, เรื่องความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานทางจิตวิทยาเกี่ยวกับทัศนคติของผู้ใช้งานต่อระบบสารสนเทศ ซึ่งสามารถอ้างอิงทฤษฎีหลายอย่างทางจิตวิทยาหรือสาขาอื่นๆ ได้ครับ เช่น ทฤษฎี theory of reasoned action, theory of planned behavior, technology acceptance model, unified theory of acceptance and use of technology (UTAUT), diffusion of innovations theory ครับ รายละเอียดของทฤษฎีเหล่านี้สามารถค้นได้จาก Internet ครับ ตัวทฤษฎีเองอาจจะค่อนข้างยากสำหรับการทำวิจัย ป.โท แต่เราสามารถเอาหลักการบางอย่าง บางมุมมอง ของทฤษฎีเหล่านี้ ยืมมาให้แนวคิดในการตั้งสมมติฐานและทดสอบตามหัวข้อข้างบนได้ครับ

หรือหากอาจารย์เปิดกว้าง งานวิจัยอีกแบบหนึ่งก็อาจทำได้และไม่หนักหนาสาหัสเท่าเพราะไม่ต้องเก็บข้อมูลวิจัยเองครับ คือการทบทวนวรรณกรรม (literature review) ที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติหรือมุมมองต่อการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ แล้วเอามาสังเคราะห์ว่างานวิจัยทั้งหลายเขาพบอะไรบ้าง และมองไปข้างหน้า งานวิจัยที่ควรทำ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ มีอะไรบ้าง ก็ได้ครับ แต่คงต้องขึ้นอยู่กับว่าอาจารย์ในโปรแกรมคิดว่างานวิจัยเชิงสังเคราะห์เช่นนี้ เหมาะสมกับนักศึกษา ป.โท ของโปรแกรมหรือไม่ หรือต้องเป็นงานวิจัยที่มีการเก็บข้อมูล (empirical research) เสมอไป อันนี้คงต้องสอบถามกับทางโปรแกรมวิชาครับ

ขอให้โชคดีครับ เป็นกำลังใจให้

11.

ขอบคุณค่ะ สำหรับแนวคิดเรื่องงานวิจจัยนะคะ ด้วยความที่ข้ามสายจากสาธารณสุขศาสตร์ไปเรียนการจัดการสารสนเทศ (Information Management) โดยที่คิดว่าจะเอาแค่ Concept ของวิชาในสาขาที่เรียนมาประยุกต์ใช้ แต่กลับไปเจอวิชาในสาขาบรรณารักษ์ซะ 80% อีก 20 % เป็นศาสตร์ทางด้านการบริหารและคอมพิวเตอร์ เลยเกิดอาการช๊อคเล็กๆถึงปานกลาง แม้ว่าการใช้สารสนเทศจะจำเป็นสำหรับทุกงานแต่เมื่อไปเจอบรรณารักษ์Advance ก็เล่นเอาแทบถอดใจ เพราะแทบจะไม่มีวิชาไหนในเทอมแรกที่จะเอามาประยุกต์ใช้ได้ในทางสาธารณเลย แต่ก็ใช่ว่าจะเรียนไม่ไหวซะทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็ได้การจัดการความรู้ (ซึ่งกำลังอยู่ใน Trend ขณะนี้) การจัดทำห้องสมุดดิจิตอล Metadata การวิเคราะห์สารสนเทศเพื่อการบริหาร(ที่อาจารย์ไม่อยากให้ทำนั่นเอง) มาซึ่งน่าจะทำมาประยุกต์ใช้งานในสำนักงานได้ ส่วนงานวิจัยที่คิดไม่ออกเพราะว่าโดยส่วนตัวสนใจด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ และทางเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งอาจารย์ที่คณะไม่ค่อยถนัดในด้านนี้นัก จึงทำให้ติดๆขัด จนต้องมาปรึกษานี่แล........

จะรอตอนที่รามาธิบดีเปิดนะคะ เอาไว้เรียน ป.เอก (แค่โท นี่ไม่รู้จะรอดหรือไม่) ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยสารคามได้เปิดหลักสูตร ป.โท สาขา สารสนเทศสาธารณสุข เปิดมาได้สักพักมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ความสนใจไปเรียนพอสมควร แต่เมื่อเจอวิชาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศก็เล่นเอาหายกันไปหลายรายทีเดียว หากทางรามาธิบดีต้องการจะผลักดันการพัฒนาบุคคลากรทางด้านสารสนเทศแล้ว คาดว่าจะมีบุคคลกรทางการแพทย์และสาธารณสุขสนใจอย่างมากแน่นอน เพราะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวนไม่น้อยเลยที่เดียวที่ต้องทำงานด้านเวชศาสตร์สารเทศ แต่แทบไม่มีความรู้ด้านสารสนเทศ (เอาความคิดตนเองเป็นที่ตั้ง เพราะสนใจทางด้านนี้ก็เลยข้ามไปเรียนการจัดการสารสนเทศ) อันนี้เป็นการแชร์ประสบการส่วนตัวนะคะ การเรียนสารสนเทศที่คณะมนุษยศาสตร์นั้น ได้ประโยชน์สำหรับการพัฒนางานอยู่บ้างโดยเฉพาะพฤติกรรมสารเทศ หรือการวิเคราะห์สารสนเทศ การเพิ่มคุณค่าสารสนเทศ (Value) แต่ด้วยความที่ว่างานทางการแพทย์และสาธารณสุขนั้นเป็นสารสนเทศที่เฉพาะทางมากๆ และสถิติตัวเลขจำเป็นมากๆ ความรู้ทางด้าน IT ก็จำเป็นเพราะการวิเคราะห์ข้อมูลก็ใช้ IT เข้าช่วย จึงทำให้ผู้ที่คาดหวังสูงๆว่าจะได้อะไรมากมายนั้นผิดหวังไปตามๆกัน เพราะเป็นศาสตร์ทางด้านสังคมล้วนๆ ซึ่งหากรามาธิบดีผลักดันเวชศาสตร์สารสนเทศสำเร็จก็จะเป็นผลดีกับวงการเวชศาสตร์สารสนเทศเป็นอย่างมาก อย่าน้อยก็ไม่ต้องไปหลงเรียน การจัดการสารสนเทศแบบสังคมศาสตร์มากนัก แต่หากท่านจะเป็นผู้บริหารในอนาคตล่ะก็การจัดการสารสนเทศแบบสังคมศาสตร์ เหมาะเลยทีเดียวเพราะวิชาส่วนใหญ่ในเทอมที่สองนั้นเน้นไปที่การจัดการสารเทศในองค์กรเสียเป็นส่วนใหญ่ (มันคือวิชาการจัดการความรู้และองค์กรแห่งการเรียนรู้ค่ะ) เน้นที่ที่จะทำอย่างไรให้เก็บความรู้ในองค์กรให้ได้มากที่สุด และทำอย่างไรที่จะใช้ความรู้มาพัฒนาคนในองค์กรให้ได้มากที่สุด ขอบอกว่าที่นี่เป็นหลักสูตรการจัดการสารสนเทศที่ดีที่สุดในประเทศไทยตอนนี้ ไม่บอกว่าที่ไหนนะคะ แต่เมื่อนักสาธารณสุขระดับปฏิบัติอย่างตังเองไปเรียนและคาดหวังว่าจะได้ทักษะทางด้าน IT แล้วละก็คิดผิดแล้วค่ะ เพราะมันได้แค่ 20% อย่างที่บอก

คาดว่าหลักสูตรที่รามาธิบดีจะเปิดนั้นคงไม่เป็นแบบนี้แน่ๆเพราะเป็นspecialist โดยตรงคงไม่ทำให้นักสาธารณสุขผิดหวังเหมือนไปเรียนทางสังคมศาสตร์เป็นแน่ ข่าวดีคือตอนนี้หลักสูตรที่เรียนกำลังจะปรับหลักสูตรเพราะอาจารย์หลายท่านมองเห็นแล้วว่าสารสนเทศมันต้องควบไปกับ IT จึงจะปรับหลักสูตรใหม่ให้มี IT เพิ่มมากขึ้น สารสนเทศต้องควบไปกับ IT ค่ะ แปลกจังอาจารย์ที่คณะเพิ่งรู้..........

12.

ครับ ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ ครับ หลักสูตร ป.โท-เอก ด้านเวชสารสนเทศ ของรามาธิบดี คงจะต้อง balance ความรู้จากหลายๆ สาขาครับ IT ก็เป็นส่วนหลักที่สำคัญมาก แต่เราคงจะไม่เน้น IT ด้านเดียว คงมีเรื่องทางสาธารณสุขศาสตร์ (public health), การจัดการ (management), ระเบียบวิธีวิจัย (research methodology), บรรณารักษศาสตร์และการจัดการสารสนเทศ (library science & information management) และ (อย่าตกใจไปครับ) แนวคิดด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเวชสารสนเทศ (เช่น จิตวิทยา และ cognitive science, งานวิจัยเชิงคุณภาพทางสังคมศาสตร์เช่น ethnography ฯลฯ ซึ่งมองผิวเผินเหมือนไม่เกี่ยว แต่สำคัญมากครับ)...โจทย์สำคัญที่ผมจะต้องตีให้แตก คือ 1) ทำอย่างไร เราจึงจะไม่ใช่การสร้างหลักสูตรเหมือนๆ ICT/computer science หรือบรรณารักษศาสตร์ หรือสาขาอื่น ขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นการดึงเอา components ของสาขาเหล่านี้ มาบูรณาการกันให้เกิดการผสมผสานอย่างเหมาะสมและตรงกับลักษณะงานด้านเวชสารสนเทศ 2) ทำอย่างไร เราจึงจะสร้างหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นพอสมควร เพื่อให้นักเรียนที่สนใจเน้นหนักในสาขาใดสาขาหนึ่ง มีโอกาสทำตามความสนใจเต็มที่ เช่น คนที่อยากเน้นหนัก IT ก็ทำได้ คนที่อยากเน้นหนักที่ public health ก็ทำได้ ครับ ผมคิดว่าคงเป็นโจทย์ที่ยากพอดูและต้องใช้เวลาขบคิดและลองทำพอสมควร...ตอนนี้ต้องเอา step แรกให้ผ่านก่อนครับ คือ ให้ผมจบ ป.เอก ให้เรียบร้อย (ตอนนี้อยู่ในระหว่างทำวิทยานิพนธ์) แล้วก็ convince ทางผู้ใหญ่ของรามาธิบดีและมหาวิทยาลัยถึงความจำเป็นที่จะต้องมีหลักสูตรด้านนี้ในเมืองไทย และในคณะแพทยศาสตร์อย่างรามาธิบดี...คอยติดตามช่วยลุ้นกันต่อไปครับ ผมเองจะพยายามเต็มที่แน่นอน

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับข้อคิดดีๆ ครับ ความเห็นที่เขียนมา เป็นตัวตอกย้ำว่าที่ผมพยายามผลักดันอยู่นั้น ไม่ได้อยู่บนจินตนาการของผมเพียงคนเดียว แต่มีความจำเป็นและความสำคัญในการทำงานจริง และยังไม่มีที่ใดทำได้ดีอย่างที่อยากจะให้เป็นครับ

13.

ขอบคุณค่ะ สำหรับแนวคิดเรื่องงานวิจจัยนะคะ ด้วยความที่ข้ามสายจากสาธารณสุขศาสตร์ไปเรียนการจัดการสารสนเทศ (Information Management) โดยที่คิดว่าจะเอาแค่ Concept ของวิชาในสาขาที่เรียนมาประยุกต์ใช้ แต่กลับไปเจอวิชาในสาขาบรรณารักษ์ซะ 80% อีก 20 % เป็นศาสตร์ทางด้านการบริหารและคอมพิวเตอร์ เลยเกิดอาการช๊อคเล็กๆถึงปานกลาง แม้ว่าการใช้สารสนเทศจะจำเป็นสำหรับทุกงานแต่เมื่อไปเจอบรรณารักษ์Advance ก็เล่นเอาแทบถอดใจ เพราะแทบจะไม่มีวิชาไหนในเทอมแรกที่จะเอามาประยุกต์ใช้ได้ในทางสาธารณเลย แต่ก็ใช่ว่าจะเรียนไม่ไหวซะทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็ได้การจัดการความรู้ (ซึ่งกำลังอยู่ใน Trend ขณะนี้) การจัดทำห้องสมุดดิจิตอล Metadata การวิเคราะห์สารสนเทศเพื่อการบริหาร(ที่อาจารย์ไม่อยากให้ทำนั่นเอง) มาซึ่งน่าจะทำมาประยุกต์ใช้งานในสำนักงานได้ ส่วนงานวิจัยที่คิดไม่ออกเพราะว่าโดยส่วนตัวสนใจด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ และทางเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งอาจารย์ที่คณะไม่ค่อยถนัดในด้านนี้นัก จึงทำให้ติดๆขัด จนต้องมาปรึกษานี่แล........

จะรอตอนที่รามาธิบดีเปิดนะคะ เอาไว้เรียน ป.เอก (แค่โท นี่ไม่รู้จะรอดหรือไม่) ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยสารคามได้เปิดหลักสูตร ป.โท สาขา สารสนเทศสาธารณสุข เปิดมาได้สักพักมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ความสนใจไปเรียนพอสมควร แต่เมื่อเจอวิชาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศก็เล่นเอาหายกันไปหลายรายทีเดียว หากทางรามาธิบดีต้องการจะผลักดันการพัฒนาบุคคลากรทางด้านสารสนเทศแล้ว คาดว่าจะมีบุคคลกรทางการแพทย์และสาธารณสุขสนใจอย่างมากแน่นอน เพราะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวนไม่น้อยเลยที่เดียวที่ต้องทำงานด้านเวชศาสตร์สารเทศ แต่แทบไม่มีความรู้ด้านสารสนเทศ (เอาความคิดตนเองเป็นที่ตั้ง เพราะสนใจทางด้านนี้ก็เลยข้ามไปเรียนการจัดการสารสนเทศ) อันนี้เป็นการแชร์ประสบการส่วนตัวนะคะ การเรียนสารสนเทศที่คณะมนุษยศาสตร์นั้น ได้ประโยชน์สำหรับการพัฒนางานอยู่บ้างโดยเฉพาะพฤติกรรมสารเทศ หรือการวิเคราะห์สารสนเทศ การเพิ่มคุณค่าสารสนเทศ (Value) แต่ด้วยความที่ว่างานทางการแพทย์และสาธารณสุขนั้นเป็นสารสนเทศที่เฉพาะทางมากๆ และสถิติตัวเลขจำเป็นมากๆ ความรู้ทางด้าน IT ก็จำเป็นเพราะการวิเคราะห์ข้อมูลก็ใช้ IT เข้าช่วย จึงทำให้ผู้ที่คาดหวังสูงๆว่าจะได้อะไรมากมายนั้นผิดหวังไปตามๆกัน เพราะเป็นศาสตร์ทางด้านสังคมล้วนๆ ซึ่งหากรามาธิบดีผลักดันเวชศาสตร์สารสนเทศสำเร็จก็จะเป็นผลดีกับวงการเวชศาสตร์สารสนเทศเป็นอย่างมาก อย่าน้อยก็ไม่ต้องไปหลงเรียน การจัดการสารสนเทศแบบสังคมศาสตร์มากนัก แต่หากท่านจะเป็นผู้บริหารในอนาคตล่ะก็การจัดการสารสนเทศแบบสังคมศาสตร์ เหมาะเลยทีเดียวเพราะวิชาส่วนใหญ่ในเทอมที่สองนั้นเน้นไปที่การจัดการสารเทศในองค์กรเสียเป็นส่วนใหญ่ (มันคือวิชาการจัดการความรู้และองค์กรแห่งการเรียนรู้ค่ะ) เน้นที่ที่จะทำอย่างไรให้เก็บความรู้ในองค์กรให้ได้มากที่สุด และทำอย่างไรที่จะใช้ความรู้มาพัฒนาคนในองค์กรให้ได้มากที่สุด ขอบอกว่าที่นี่เป็นหลักสูตรการจัดการสารสนเทศที่ดีที่สุดในประเทศไทยตอนนี้ ไม่บอกว่าที่ไหนนะคะ แต่เมื่อนักสาธารณสุขระดับปฏิบัติอย่างตังเองไปเรียนและคาดหวังว่าจะได้ทักษะทางด้าน IT แล้วละก็คิดผิดแล้วค่ะ เพราะมันได้แค่ 20% อย่างที่บอก

คาดว่าหลักสูตรที่รามาธิบดีจะเปิดนั้นคงไม่เป็นแบบนี้แน่ๆเพราะเป็นspecialist โดยตรงคงไม่ทำให้นักสาธารณสุขผิดหวังเหมือนไปเรียนทางสังคมศาสตร์เป็นแน่ ข่าวดีคือตอนนี้หลักสูตรที่เรียนกำลังจะปรับหลักสูตรเพราะอาจารย์หลายท่านมองเห็นแล้วว่าสารสนเทศมันต้องควบไปกับ IT จึงจะปรับหลักสูตรใหม่ให้มี IT เพิ่มมากขึ้น สารสนเทศต้องควบไปกับ IT ค่ะ แปลกจังอาจารย์ที่คณะเพิ่งรู้..........

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 38.107.191.81
Message:  
Load Editor
Security Code:
   
  Cancel or Preview or