Comments: 4
หัวข้อวิจัยทางเวชสารสนเทศ
เวชสารสนเทศ (biomedical and health informatics) เป็นสาขาวิชาที่ว่าด้วยการบริหารจัดการข้อมูลทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพ และการศึกษาวิจัยทางชีวการแพทย์และสาธารณสุข
สาขาเวชสารสนเทศ เป็น intersection ระหว่างหลายสาขาวิชา ทั้งวิชาทางด้านสุขภาพ (health science) เช่น แพทยศาสตร์ (medicine), พยาบาลศาสตร์ (nursing), เภสัชศาสตร์ (pharmacy), เทคนิคการแพทย์ (medical technology), ทันตแพทยศาสตร์ (dentistry) และสาธารณสุขศาสตร์ (public health) เป็นต้น และวิชาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น วิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science), สารสนเทศศาสตร์ (information science) รวมไปถึงการบริหารจัดการ (management/business administration) และวิชาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (basic sciences) เช่น พันธุศาสตร์ (genetics) เภสัชวิทยา (pharmacology) เป็นต้น
ด้วยเหตุที่เวชสารสนเทศ เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างสาขาวิชาทางสุขภาพ สาขาวิชาทางเทคนิค (เทคโนโลยีสารสนเทศ) และสาขาวิชาอื่นๆ โอกาสทางการวิจัยในสาขานี้จึงมีมากมาย ทั้งที่เน้นทางด้านการแพทย์ (ทั้งระดับสถานพยาบาล หรือระดับมหภาค คือดูที่ตัวระบบสาธารณสุข) หรือที่เน้นทางเทคนิค เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ทางการแพทย์
สำหรับเวชสารสนเทศคลินิก (clinical informatics) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์ (health care delivery) หัวข้องานวิจัยทางเวชสารสนเทศ มีตั้งแต่
- Health IT outcome research หรือ Health IT impact research คือ การวิจัยเพื่อประเมินประโยชน์ (impact) ของเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ (health IT) ต่อคุณภาพ (quality) ประสิทธิภาพ (efficiency) การเข้าถึง (accessibility) และความเท่าเทียม (equity) ของการให้บริการ หรือต่อผู้รับบริการ หรือผู้ให้บริการ
- Health IT adoption research คือการวิจัยเพื่อพิจารณาว่าสถานพยาบาลและหน่วยบริการต่างๆ ใช้ health IT มากน้อยเพียงใด และแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละ setting หรือแต่ละบริบท
- Clinical application-oriented research การวิจัยเพื่อพิจารณาว่าจะสามารถนำ health IT ทั้งหลาย เช่น ระบบสั่งการรักษาทางการแพทย์ (computerized physician order entry: CPOE) หรือระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (electronic health/medical records: EHRs/EMRs) มาใช้งานเพื่อสนับสนุนการให้บริการได้อย่างไรบ้าง
- Systems implementation/development research ซึ่งเป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศและกระบวนการในการติดตั้งและใช้งานระบบสารสนเทศทางการแพทย์
- Clinical data-oriented research คือ การวิจัยเพื่อสนับสนุนการนำข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งรวมถึง area ที่เรียกว่า knowledge representation ซึ่งเป็นการวิจัยเกี่ยวกับวิธีการเก็บและจัดระเบียบข้อมูลสารสนเทศในรูปแบบที่เหมาะจะนำมาใช้งานหรือวิเคราะห์วิจัยต่อไป
- การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการให้บริการเฉพาะวิชาชีพ เช่น สารสนเทศทางการพยาบาล (nursing informatics), ทันตสารสนเทศ (dental informatics), เภสัชสารสนเทศ (pharmacoinformatics), สารสนเทศรังสีวิทยาและภาพทางการแพทย์ (imaging/radiology informatics) ก็มีหัวข้อวิจัยเฉพาะทางที่น่าสนใจมากมายครับ
นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข ที่เรียกว่าสารสนเทศทางสาธารณสุข (public health informatics) ก็มีหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น
- การวิจัยเกี่ยวกับระบบทะเบียนผู้ป่วยเฉพาะโรค (disease registry), ระบบที่ติดตามแบบแผนทางชีวภาพและระบาดวิทยา (biosurveillance), การรายงานทางสาธารณสุข (public health reporting), หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถานพยาบาล (health information exchange)
- การวิจัยเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน
- การวิจัยทางระบาดวิทยา หรือการวิจัยอื่นๆ ทางสาธารณสุข ที่นำข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย
ในมุมมองของผู้รับบริการ ก็มีความสนใจเกี่ยวกับสารสนเทศผู้รับบริการสุขภาพ (consumer health informatics) เช่น
- การวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการ
- การวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติของผู้รับบริการต่อเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์
- การวิจัยเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สร้างความเข้มแข็ง (empower), ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (modify behaviors), สนับสนุนการดูแลตนเองที่บ้าน (home care), หรือเพื่อการติดต่อกับผู้ให้บริการ (patient-clinician communication) เช่น การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขทางไกล (telemedicine and telehealth), ระบบ personal health records (PHRs) ที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงและแก้ไขเปลี่ยนแปลงประวัติการรักษาพยาบาลของตนได้ หรือการใช้ web sites หรือ social networking tools ต่างๆ มาช่วยผู้ป่วยในการดูแลตนเองหรือการรับการรักษาพยาบาล
สำหรับผู้ที่สนใจทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (basic sciences) ก็มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการวัดหรือประมวลผลข้อมูลทางชีวการแพทย์ เช่น การวัดและประมวลผลสัญญาณชีพหรือข้อมูลอื่นๆ ทางสรีรวิทยาหรือชีวการแพทย์ (signal processing) ซึ่ง overlap กับสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (biomedical engineering) ซึ่งโตมาจากสาขาชีวมาตร (biometry) ในอดีต อีกหัวข้อหนึ่งทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เป็นที่สนใจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือ การวิจัยทางชีวสารสนเทศ (bioinformatics) ซึ่งเป็นการนำคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการวิจัยทางชีววิทยา เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการวิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับยีน (genetics/genomics) โปรตีน (proteomics) เป็นต้น ซึ่งผู้วิจัยจำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานทั้งทางชีววิทยาและสาขาย่อยที่เกี่ยวข้อง (เช่น พันธุศาสตร์, ชีววิทยาโมเลกุล หรือ molecular biology) และความรู้พื้นฐานทางเทคนิค (เช่น ระบบฐานข้อมูล, programming algorithms และชีววิทยาทางคอมพิวเตอร์ หรือ computational biology)
นอกจากนี้ยังการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และข้อมูลสารสนเทศทางการแพทย์ มาใช้เพื่องานวิจัยโดยเฉพาะ (research informatics) ซึ่งก็มีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาเทคนิคการจัดเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูล เพื่อการวิจัย และแนวคิดใหม่ๆ ในการนำข้อมูลทางการแพทย์ที่มีอยู่มาทำวิจัยให้เกิดเป็นองค์ความรู้ เป็นต้น ถ้าเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางคลินิก (เช่นการทำ clinical trials) ก็จะเรียกว่า clinical research informatics ในขณะที่สาขาย่อยอีกสาขาหนึ่งของเวชสารสนเทศที่เป็นที่สนใจมากในปัจจุบัน คือ translational research informatics ซึ่งว่าด้วยการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนงานวิจัยด้าน translational research ซึ่งเป็นการวิจัยเพื่อนำความรู้ในห้องปฏิบัติการ (โดยมากมักเป็นงานวิจัยทาง basic science) มาแปลให้เกิดประโยชน์ต่อการบริการผู้ป่วยและงานวิจัยทางคลินิก หรือที่เราคุ้นเคยในวลีที่ว่า "from bench to bedside" นอกจากนี้ งานทาง translational research ก็ยังเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการนำเอาการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best practices) ที่เกี่ยวข้องกับงานทางการแพทย์และสาธารณสุข มาแปลเปลี่ยนให้เกิดประโยชน์จริงในชุมชนและสังคมในที่สุดครับ
ท้ายสุด การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อสนับสนุนงานด้านการศึกษา ซึ่งเรียกรวมๆ กันว่า education informatics ก็มีโอกาสทำการวิจัยได้มาก เช่น วิจัยเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ หรือนักศึกษาวิชาชีพอื่นๆ ทางการแพทย์ (ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อว่า CAIs: computer-assisted intructions) การพัฒนาระบบคลังข้อสอบ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการวัดและประเมินผลทางการศึกษา และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยจัดการความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับสาขาวิชาแพทยศาสตรศึกษา (medical education) การศึกษาของวิชาชีพอื่นๆ สาขาบรรณารักษศาสตร์ทางการแพทย์ (medical library science) และสาขาการจัดการความรู้ (knowledge management) ได้อีกด้วย
จะเห็นว่าโอกาสทางการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเวชสารสนเทศมีมากมาย และผมเชื่อว่าที่ผมกล่าวมานี้ยังมีหัวข้อวิจัยอีกมากมายที่น่าสนใจไม่ได้มีโอกาสกล่าวถึง ด้วยความที่งานวิจัยด้านเวชสารสนเทศ มี overlap กับสาขาวิชาอื่นมากมาย ท่านที่มีพื้นฐานจากวิชาชีพทางสุขภาพ ทางเทคนิค ทางการศึกษา หรือทางอื่นๆ และมีความสนใจงานวิจัยทางเวชสารสนเทศ ผมสนับสนุนให้ช่วยกันทำการวิจัยทางด้านนี้ครับ เพราะวิชานี้ยังเป็นวิชาใหม่ ยังต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้อีกมาก แต่เป็นสาขาที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนและสังคมสูงมากครับ
Comments
เรียนปรึกษานะค่ะ มีความสนใจเกี่ยวกับการเข้าถึงและการค้นคืน (รวมถึงการกำหนด คำค้น (ศัพท์) วิธีการ และสารสนเทศที่ต้องการ) สารสนเทศด้านสัตวแพทยศาสตร์ ต้องการทำวิจัยอาจต่อยอดไปถึงการทำวิทยานิพนธ์ ควรเริ่มต้นหรือ มีแนวทางแนะนำบ้างไหมค่ะ เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดคณะสัตวแพทยศาสตร์ ที่สังเกต ในงานวิจัยจะมีคำสำคัญมาเพื่อ ไม่กี่คำ ในขณะที่ผู้ต้องการสารสนเทศนั้นๆ กำหนดคำหรือศัพท์ที่เกี่ยวข้องไม่ตรงกัน ผู้ให้บริการเองไม่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับชื่อโรค ยา อาการ เราจะทำอย่างไรให้มีการสื่อสารที่เข้าใจกันทำให้ผู้ต้องการได้รับสารสนเทศที่ตรงประเด็น รวดเร็ว ขอความกรุณาแนะนำด้วยนะค่ะ
ฐิติญา จันทพรม บรรณารักษ์ห้องสมุด คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สวัสดีครับ คุณฐิติญา
ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจโจทย์ถูกมั้ยนะครับ ผมขออนุญาตกล่าวประเด็นปัญหาสรุปอีกครั้ง และจะตอบประเด็นเท่าที่พอจะช่วยได้ครับ หากไม่ตรงกับประเด็นจริงๆ ที่ถามมา รบกวนช่วยแก้ไขด้วยครับ
ประเด็นปัญหา: การค้นหา (search) และระบุ (identify) บทความหรือผลงานทางวิชาการทางสัตวแพทย์ ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ (โดยมากคงจะเป็นนักวิจัยหรือผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์) ทำได้ยาก เนื่องจากบ่อยครั้ง บทความหรือผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการหรือแหล่งอื่นๆ จะไม่ระบุคำสำคัญ (keyword) ไว้ หรือถึงระบุ ก็เป็นคำที่ผู้เขียนบทความ (author) เลือกเอง ซึ่งผู้เขียนแต่ละคนก็อาจเลือกใช้คำสำคัญที่ไม่ตรงกัน (แม้อาจหมายถึงเรื่องเดียวกัน) ทำให้บรรณารักษ์ไม่สามารถจะค้นหาหรือระบุบทความที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหนึ่งๆ ได้ง่ายนัก
ความเห็นของผม: ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ classic มากในเรื่องมาตรฐานข้อมูล และเกี่ยวข้องกับทั้งสาขาเวชสารสนเทศ (ในฐานะฝ่ายที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือและเทคนิคที่ใช้บริหารจัดการข้อมูล) สาขาบรรณารักษศาสตร์ (ในฐานะฝ่ายที่เชี่ยวชาญด้านการค้นหา จัดเก็บ และบริหารจัดการความรู้และผลงานทางวิชาการ) และสาขาสัตวแพทยศาสตร์ (ในฐานะฝ่ายที่เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ต้องการสืบค้นข้อมูล หรือที่เรียกว่า subject matter expert หรือ domain expert)
ในเมื่อเกี่ยวข้องกับทั้งสามฝ่าย (เป็นอย่างน้อย) การจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ผลดี ก็จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสามฝ่ายครับ ถ้าดูตัวอย่าง PubMed ของ National Library of Medicine (NLM) ของสหรัฐอเมริกา (http://www.pubmed.gov/) จะเห็นว่า วิธีแก้ปัญหาอันหนึ่ง คือ การใช้ keyword ที่เป็นมาตรฐานกลาง (ในกรณีของ PubMed จะเรียกว่า MeSH terms หรือ Medical Subject Heading) ครับ ซึ่งเป็นการจำแนกหมวดหมู่ของหัวข้อเรื่องทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นหัวข้อย่อยๆ หลายลำดับชั้น เช่น ถ้าผมเริ่มต้นจากหมวด "Diseases Category" ก็จะแยกย่อยเป็น "Animal Diseases" (โรคของสัตว์) และหัวข้ออื่นๆ ที่เป็นโรคของมนุษย์และเป็นเรื่องของแพทยศาสตร์ เมื่อดูรายละเอียดใน Animal Diseases ก็จะเห็นว่าแตกสาขาย่อยออกไปอีก เช่น เป็น Bird Diseases และ Cat Diseases และแตกไปอีก อย่างนี้เป็นต้น
การจำแนกมาตรฐานกลาง อย่างที่ PubMed ทำ จำเป็นจะต้องอาศัย subject matter expert ที่ทราบรายละเอียดขอบเขตและสาขาย่อยของวิชานั้นๆ (ในกรณีนี้ subject matter expert ก็คือสัตวแพทย์ และก็คงจะต้องเป็นสัตวแพทย์ที่มีความรอบรู้ในสาขาย่อยต่างๆ ของสัตวแพทยศาสตร์ด้วย หรืออาจอาศัยทีมสัตวแพทย์ที่มาจากหลากหลายสาขาก็ได้) และบรรณารักษ์ก็ช่วยได้มากเช่นกันเพราะจะทราบขอบเขตของสาขาวิชาด้วย แถมยังถนัดเรื่องการแบ่งหมวดหมู่หนังสือด้วย ส่วนผู้ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็ช่วยออกแบบ ติดตั้ง และบริหารจัดการระบบค้นหาข้อมูลอย่างเว็บไซต์ PubMed และฐานข้อมูล MEDLINE ได้
เมื่อมีมาตรฐานกลางของ keywords แล้ว PubMed ก็จะต้องมีกระบวนการในการจำแนก (classify) บทความแต่ละเรื่อง ว่าตรงกับ MeSH terms อะไรบ้าง แล้วก็บันทึกเข้าระบบ ทำเช่นนี้กับบทความในอดีตที่มีการจัดเก็บในระบบ และบทความที่มีการตีพิมพ์เรื่อยๆ ในวารสารที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ (กระบวนการนี้เรียกว่า indexing คือการทำดัชนีของบทความ) ตรงนี้เป็นหน้าที่ของบรรณารักษ์เป็นหลักครับ และกระบวนการนี้ก็เหมือนๆ กัน ทั้งของสัตวแพทยศาสตร์ และแพทยศาสตร์/ศาสตร์ทางสุขภาพอื่นๆ (ซึ่งแน่นอนครับว่าเป็นงานช้างทีเดียว การบริหารจัดการเรื่อง indexing ของ PubMed ซึ่งมีบทความจำนวนมากเข้ามาให้ index ทุกวันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งทีเดียว)
ในกรณีที่ถามมา ผมไม่แน่ใจว่าหมายถึงการค้นหางานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น การค้นหาใน PubMed หรือหมายถึงการค้นหางานวิจัยภายในประเทศกันแน่ หากหมายถึงการค้นหาบทความที่มีการ index ใน PubMed (ซึ่งก็มีบทความทางสัตวแพทยศาสตร์อยู่ไม่น้อย) งาน indexing เราก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีคนทำแล้ว (NLM) หน้าที่ของบรรณารักษ์ คงเป็นเพียง 1) เรียนรู้การค้นหาด้วย MeSH terms ใน PubMed 2) สอนให้ผู้รับบริการรู้จักวิธีใช้ PubMed ค้นหางานวิจัย และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็สอนวิธีค้นหาจาก MeSH terms ด้วย 3) ถ้าจะมีการเปิดสอนภายในหน่วยงานเป็นเรื่องเป็นราว เป็นระยะๆ จะดีมากครับ และจะลดภาระของบรรณารักษ์ในการค้นหาแทนได้ด้วย แม้ในช่วงแรกผู้รับบริการอาจจะต้องเรียนรู้หน่อย และอาจจะใช้งานไม่คล่องและอาจจะบ่นพอสมควร แต่ในระยะยาว เมื่อใช้เป็นแล้ว เขาก็จะได้เลือกหาบทความที่เกี่ยวข้องตามใจชอบ โดยไม่ต้องพึ่งพาบรรณารักษ์เกินจำเป็น (ซึ่งอาจทำให้ปิดโอกาสที่เขาจะได้ค้นเจอบทความบางฉบับที่อาจจะน่าสนใจและเกี่ยวข้องกับงานของเขา เพียงเพราะบรรณารักษ์เห็นว่าไม่เกี่ยวข้อง)
หากหมายถึงการค้นหางานวิจัยภายในประเทศ อันนี้ผมเองคิดว่ายังเป็นข้อจำกัดของระบบค้นหางานวิจัยในประเทศไทยอยู่ครับ ไม่เพียงเฉพาะสัตวแพทยศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงแพทยศาสตร์ และศาสตร์ทางสุขภาพอื่นๆ ด้วย และผมเองก็มีแนวคิดที่จะหาโอกาส set up ระบบที่คล้ายๆ กับ PubMed ของ NLM แต่เป็นการรวบรวมผลงานวิจัยภายในประเทศครับ เพราะงานวิจัยในประเทศ แม้โดยส่วนใหญ่อาจจะมีคุณภาพด้อยกว่าหรือผลลัพธ์ที่ไม่น่าสนใจเท่างานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติบ้าง แต่ก็เป็น local knowledge ที่อาจจะไม่ตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศก็ได้ และสมควรที่เราจะมีวิธีการบริหารจัดการความรู้ (knowledge management) เช่นนี้ที่เหมาะสมครับ เมื่อผมเรียนจบและกลับไปทำงานในคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ผมมีเจตนาที่จะเสนอโครงการทำ "Thai PubMed" และหาแนวร่วมเพื่อจัดทำเรื่องนี้ต่อไปครับ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นงานช้างทีเดียว เพราะรวมทั้งเรื่องของ classification (เช่นดัดแปลง MeSH terms), indexing, abstracting, full text archive, search functions, ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบ (systems administration) และการบริหารองค์กร รวมทั้งเรื่อง sustainable business model ด้วย หากสนใจ ลองนำไอเดียนี้ไปปรึกษาทางผู้บริหารดูครับ ผมคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในอีกประมาณ 18-24 เดือนข้างหน้า (เมื่อผมเรียน Ph.D. จบจากสหรัฐฯ) หากผู้บริหารของผมสนับสนุน และมีงบประมาณเพียงพอ (ซึ่งยังไม่ guarantee ครับ) หากทุกอย่างราบรื่น ผมยินดีร่วมมือกับหน่วยงานที่สนใจจะเป็นผู้ทดลองนำร่อง ไม่ว่าจะเป็นสาขาแพทยศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆ ครับ (แน่นอนว่าตัวระบบ กว่าจะพัฒนาจนพอใช้งานได้ ถ้าให้ผมเดาก็คงจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีจากนี้ครับ คงต้องอดใจรอทีเดียว)
ในระหว่างนี้ ที่เรายังไม่มีระบบค้นหางานวิจัยในประเทศที่คล้ายกับ PubMed ผมเกรงว่าอาจจะต้องใช้วิธีการค้นหาแบบ manual อย่างที่ทำอยู่ ควบคู่กับการค้นหาจาก search engines อย่าง Google, Google Scholar และ PubMed ไปก่อนครับ หรือหากทางหน่วยงานจะเลือกทำการ index เฉพาะบางวารสารไม่กี่ฉบับ และลองสร้างระบบการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการเลือกใช้ classification systems ที่เหมาะสม (เช่น นำ MeSH terms มาใช้) และกระบวนการ indexing แล้วให้บุคลากรด้านสารสนเทศออกแบบฐานข้อมูลและระบบป้อนข้อมูล ก็อาจจะเป็นวิธีชั่วคราวที่พอแก้ขัดได้บ้างครับ แต่ก็เป็นงานหนักและน่าจะใช้งบประมาณไม่น้อยทีเดียว
หวังว่าจะตอบตรงคำถามบ้างนะครับ (แม้คำตอบอาจจะไม่ได้ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นเท่าไร) หากไม่ตรงอย่างไรช่วยถามมาใหม่ครับ
อยากทราบว่าระหว่างTELEMEDICINE and Telehealthเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ จะนำข้อมูลไปทำรายงานค่ะอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับTELEMEDICINE and Telehealthทั้งหมดอะค่ะ
ผมเองไม่ได้ทำเรื่องนี้โดยตรงครับ แต่ตามความเข้าใจของผม telemedicine เน้นที่การให้บริการทางการแพทย์ (หรือการให้บริการรักษาพยาบาลโดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล) ในขณะที่ telehealth มีความหมายกว้างกว่า และรวมถึง telemedicine ด้วย แต่ก็อาจมีขอบเขตนอกเหนือการให้บริการโดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสอนหรือให้ความรู้แก่ผู้ป่วยหรือบุคคลทั่วไป (ซึ่งไม่ได้เป็นการรักษาพยาบาล) หรือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดูแล เฝ้าระวัง หรือติดต่อกับผู้ป่วยโดยผู้อื่นที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ เช่น ญาติผู้ป่วย อาสาสมัคร หรือบุคคลอื่นๆ ครับ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Telemedicine และ http://en.wikipedia.org/wiki/Telehealth







